สว. จี้รัฐบาล “อนุทิน” ใส่โรดแมปแก้ รธน.ตามผลประชามติ 21 ล้านเสียง หลังคำแถลงนโยบายไร้แม้แต่บรรทัดเดียวว่าด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่ “นรเศรษฐ์” ซัดตรง รัฐบาลไม่ได้ลืม แต่กำลัง “หวงอำนาจ” ที่ผูกกับกติกาเดิม
วันนี้ (9 เม.ย.) เมื่อเวลา 16.35 น. ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกรัฐสภา อภิปรายทวงถามรัฐบาลถึงท่าทีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังผลประชามติสะท้อนว่ามีประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่อีก 11 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จึงไม่มีการระบุแนวทางดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลตกหล่นประเด็นนี้ ก็ควรเติมเนื้อหาให้ชัดเจน พร้อมมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยย้ำว่า การแก้รัฐธรรมนูญสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาเร่งด่วนอื่นของประเทศได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
“หากรัฐบาลเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่า จะเจอดีแน่ และผมขอให้รัฐบาลทำโดยด่วน โดยขอให้ทำภายในสมัยประชุมนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินสมัยประชุมหน้า หรือไม่ให้เกินปี 2569 ซึ่งต้องตั้งต้นตั้งแต่ตอนนี้ เรื่องนี้ช้าไม่ได้” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกรัฐสภา อภิปรายว่า หลังผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนกว่า 21 ล้านเสียง ว่า ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสังคมย่อมเฝ้ารอว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่จะกำหนดกรอบแนวทางหรือโรดแมปการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่ไว้อย่างไร
นายนรเศรษฐ์ ระบุว่า ในคำแถลงนโยบาย ครม. กลับมีเพียงถ้อยคำที่กล่าวถึงการทำประชามติแบบ “บางเบา” เพียงประโยคเดียว และเป็นเพียงการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 เท่านั้น โดยมองว่า การแถลงนโยบายควรเป็นการบอกประชาชนว่าประเทศจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นสิ่งที่รัฐบาล “จงใจจะไม่พูด” และไม่มีแม้แต่คำเดียวที่พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่เป็นคำถามใหญ่ของสังคมเวลานี้ แม้ในเอกสารจะมีคำว่า “รัฐธรรมนูญ” ปรากฏ 3 ครั้ง แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการอธิบายว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
“ผมเข้าใจว่า รัฐบาลกำลังเคารพกติกา แต่ขณะเดียวกัน ก็กำลังยึดติดกับกติกาที่ประชาชนไม่ได้ยอมรับด้วย เพราะไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เวลานี้ประชาชน 21 ล้านเสียง ออกมาใช้สิทธิประชามติและบอกชัดว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลอาจคิดว่าการไม่พูดเรื่องรัฐธรรมนูญจะช่วยลดความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน และการปฏิเสธเจตจำนงของประชาชน ก็คือ การทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลตั้งแต่วันแรกของการทำงาน เพราะในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่เพียงบริหารประเทศ แต่ต้องฟังเสียง “เจ้าของประเทศ” ด้วย
นายนรเศรษฐ์ ยังย้อนคำพูดของนายกรัฐมนตรี หลังทราบผลประชามติ เคยระบุชัดในรายการโทรทัศน์ ว่า เมื่อประชามติออกมาอย่างไร ก็ต้องดำเนินการตามมติของประชาชน และเมื่อถูกถามว่าจะเร่งด่วนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ก็เคยตอบว่า “นี่มติของประชาชนนะครับ ประชามติไม่ด่วนได้หรือ” จึงหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะยังจำคำพูดของตัวเองได้
“แท้จริงแล้วไม่ได้ลืมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และไม่ได้กลัวการแก้รัฐธรรมนูญ แต่กำลังกลัวจะสูญเสียอำนาจที่ผูกอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ พร้อมถามกลับว่า ระหว่างการรักษาอำนาจของตัวเองกับการเคารพเจตจำนงของประชาชน นายกรัฐมนตรีจะเลือกอะไร” นายนรเศรษฐ์ กล่าวและย้ำว่า การแถลงนโยบายครั้งนี้สะท้อนชัดว่ารัฐบาลเลือก ไม่ทำ ไม่เดินตาม และไม่ฟังเสียงประชาชน หาก 21 ล้านเสียงของประชาชนยังไม่ดังพอ รัฐบาลชุดนี้ต้องการเสียงประชาชนที่ดังระดับไหน จึงจะยอมเปลี่ยนกติกาของประเทศ