ความคืบหน้ากรณี “น้องเบญ” เด็กหญิงวัย 15 ปี ที่หลังเลิกเรียนต้องกลับมาดูแลพ่อป่วยติดเตียง ก่อนออกไปเก็บขยะขายช่วยครอบครัว ซึ่งเรื่องราวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จนมีผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจและส่งความช่วยเหลือเข้ามา
ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 นายกนต์ธร ศรีชุมจันทร์ ปลัดอาวุโส หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายอำเภอปากเกร็ด พร้อมด้วย นายคำรณ บางจริง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองข่อย นายทรัพย์ พึ่งมา กำนันตำบลคลองข่อย นายบุญมี นาคศรีจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.คลองข่อย และน.ส.ลลิตา ปนุตติกร ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรี พร้อมฝ่ายปกครองอำเภอปากเกร็ด ได้เดินทางลงพื้นที่ไปยังห้องเช่าที่ครอบครัวของน้องพักอาศัยอยู่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ และหารือแนวทางช่วยเหลือด้านสิทธิของรัฐที่สามารถดำเนินการได้ โดยได้มอบข้าวสารและอาหารแห้งช่วยเหลือในเบื้องต้น
นายกนต์ธร ศรีชุมจันทร์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้เดินทางมาพูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัวน้อง หลังจากหลายหน่วยงานทราบข่าวผ่านสื่อและมีความเป็นห่วง จึงได้ประสานนัดหมายกันลงพื้นที่ตรวจสอบทันที โดยก่อนหน้านี้ทางอำเภอและองค์การบริหารส่วนตำบลยังไม่ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวดังกล่าว อีกทั้งครอบครัวของน้องไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อำเภอปากเกร็ดโดยตรง อย่างไรก็ตามหน่วยงานไม่ได้ทอดทิ้ง วันนี้จึงนำข้าวสารอาหารแห้งมามอบให้ก่อนในเบื้องต้นส่วนสิทธิ์สวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐนั้น บางเรื่องไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่นี้ได้ทันที เพราะข้อมูลทะเบียนบ้านของครอบครัวอยู่ในพื้นที่อื่น แต่เจ้าหน้าที่จะช่วยตรวจสอบข้อมูลและหาแนวทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากมีปัญหาหรืออุปสรรคใดก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้
ทั้งนี้คุณพ่อของน้องปัจจุบันอายุ 59 ปี และมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในพื้นที่ตำบลสโนลอย อำเภอบางบัวทอง ซึ่งทางอำเภอและเทศบาลในพื้นที่ก็จะดำเนินการเรื่องการลงทะเบียนสิทธิผู้สูงอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี และยังต้องตรวจสอบรายละเอียดการลงทะเบียนสิทธิต่าง ๆ ต่อไป โดยทางคุณพ่อได้มีการรับเงินคนพิการเพียงอย่างเดียวตอนนี้
ด้านนายคำรณ บางจริง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองข่อย กล่าวว่า ตนทราบเรื่องจากข่าวเมื่อวานนี้ จึงรีบประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ก่อนหน้านี้ครอบครัวดังกล่าวไม่ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือกับทางองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบกับข้อมูลทะเบียนบ้านของครอบครัวอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง อย่างไรก็ตาม อบต.คลองข่อยมีการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้พิการ โดยมีสวัสดิการของรัฐช่วยเหลือตามขั้นตอน
วันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่หลายหน่วยงานได้เข้ามาร่วมกันตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือครอบครัวน้อง และในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ ทาง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี (พม.) จะลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเงินบริจาค
ขณะที่ น.ส.กฤษณา รังสีโย อายุ 49 ปี แม่ของน้องเบญ เปิดเผยว่า วันนี้รู้สึกดีใจมากที่หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือและเป็นห่วงครอบครัว ตนอาศัยอยู่ที่นี่มาแล้วประมาณ 2 ปี โดยไม่เคยติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานในพื้นที่ เนื่องจากตนเป็นคนจังหวัดปทุมธานี จึงไม่คิดว่าจะสามารถขอความช่วยเหลือได้ จึงติดต่อเพียงผ่านเพจและรายการต่าง ๆ เท่านั้น สำหรับ คุณปรเมศร์ ที่เข้ามาช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ตนต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก รวมถึงเจ้าของห้องเช่าที่ให้ครอบครัวอาศัยอยู่ฟรี ในเรื่องการศึกษาของลูกสาวนั้น น้องเบญมีความฝันอยากเป็นพยาบาล และมีความตั้งใจที่จะสอบเข้าให้ได้ โดยผลการเรียนอยู่ในระดับดีและได้อันดับที่ 3 ของชั้นเรียน ส่วนเงินบริจาคที่ได้รับนั้น ตนจะมอบให้ลูกสาวเป็นผู้ดูแลทั้งหมด และตั้งใจนำไปใช้เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกสามารถเรียนต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัยในสาขาพยาบาลตามความฝัน
ด้าน นายสะอาด พงษะ อายุ 61 ปี เจ้าของห้องเช่า เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยจ้างคุณพ่อของน้องเบญมาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงได้พูดคุยสอบถามจนทราบว่าครอบครัวไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยอาศัยอยู่แถวจังหวัดปทุมธานี ตนจึงชักชวนให้ครอบครัวมาอยู่ที่หอพักของตนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าน้ำและค่าไฟ เพียงขอให้ช่วยดูแลหอพัก หากเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียก็ช่วยซ่อมให้ สาเหตุที่ให้พักฟรีเพราะเห็นว่าคุณพ่อพิการและน้องเบญยังต้องเรียนหนังสือ จึงช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ คือให้ที่อยู่อาศัย โดยครอบครัวนี้ไม่เคยสร้างปัญหาหรือรบกวนอะไร อยู่กันแบบเข้าใจกันดี ซึ่งคุณพ่อของน้องเบญยังสามารถขึ้นรถจักรยานยนต์ได้ แต่เดินเองไม่ค่อยสะดวก ตนเพิ่งทราบเรื่องความเดือดร้อนของครอบครัวเมื่อคืนนี้ หลังมีคนโทรศัพท์มาสอบถาม พอเช้าวันนี้จึงรีบเข้ามาดู และทราบว่ามีสื่อมวลชนเข้ามาทำข่าวเรื่องค่าเทอมของน้อง แม้ตอนนี้จะมีผู้บริจาคช่วยเหลือเข้ามาแล้ว แต่ตนก็ยังยินดีให้ครอบครัวนี้อาศัยอยู่ที่หอพักต่อไปเหมือนเดิม โดยไม่ได้คาดหวังสิ่งตอบแทนใด ๆ และพร้อมช่วยเหลือด้วยความเต็มใจเหมือนเดิม