“วีระ สมความคิด” ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้สอบสวนเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ฐานทำลายอธิปไตยของชาติ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ปกป้องอธิปไตย ปล่อยให้กัมพูชาบุกรุกพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว และถืออาวุธบุกเข้ามาจับคนไทย 7 รายในพื้นที่อธิปไตยของไทยเมื่อปี 2553
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวหาให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐบางราย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 ฐานทำลายอธิปไตยของชาติ มีโทษหนักสูงสุดคือประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต และมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่ดำเนินการผลักดันและจับกุมกลุ่มชาวกัมพูชาที่บุกรุกเข้ามาครอบครองพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นเขตแดนของไทย
นายวีระระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังรวมถึงกรณีที่ปล่อยให้ทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธ เข้ามาในพื้นที่และทำการจับกุมคนไทยจำนวน 7 ราย ก่อนนำตัวไปดำเนินคดีโดยมิชอบที่กรุงพนมเปญ โดยเห็นว่าหน่วยงานของไทยสามารถให้ความช่วยเหลือได้ แต่กลับไม่มีการช่วยเหลือ ซ้ำยังมาลำเลิกบุญคุณภายหลังว่าได้ช่วยนายวีระพ้นคุก
นอกจากนี้ นายวีระยังกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจโดยมิชอบ บีบบังคับให้ตนยอมรับสารภาพในข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาว่าเป็นสายลับ เพื่อแลกกับการได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่ตนปฏิเสธ เนื่องจากยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกบังคับให้สารภาพ และเหตุเกิดอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่บุกรุกเข้ามาทำผิดกฎหมายไทย ขณะที่ตนเดินอยู่บนแผ่นดินไทย
นายวีระย้ำว่า พื้นที่ที่ตนอยู่ขณะถูกจับกุมเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายไทย เป็นที่นาของนายเบ พูลสุข ที่มีเอกสาร น.ส.3 และยืนยันว่าการดำเนินคดีของฝ่ายกัมพูชาไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ขณะที่นายวีระ สมความคิด และคนไทยรวม 7 คน ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่ดินบริเวณหลักเขตที่ 46 บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าถูกกัมพูชาบุกรุกจนไม่สามารถเข้าไปทำกิจในที่ดินเดิมของตัวเอง ในระหว่างที่เดินลงพื้นที่ยังไม่ถึงหลักเขตที่ 46 ก็ถูกทหารกัมพูชาจับกุม โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าทั้งหมดได้รุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา ขณะที่นายวีระและกลุ่มผู้ถูกจับกุมยืนยันว่าจุดที่ถูกจับนั้นยังอยู่ในเขตแดนของประเทศไทย
บุคคลที่ถูกจับกุมทั้ง 7 คน ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้แก่ นายวีระ สมความคิด (แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน และเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ) นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ (ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น) นางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ นายกิชพล กาวีวงศ์ นายตายแน่ มุ่งมาจน นายแซมดิน เลิศบุศย์ นางนฤมล จิตรวะรัตนา
หลังถูกจับกุม ทั้งหมดถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำเปรย์ซอร์ ในกรุงพนมเปญ และถูกตั้งข้อหาหนัก ผู้ถูกจับกุม 5 คนแรก (รวมถึงนายพนิช) ให้การรับสารภาพ และถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกคนละ 8 เดือน ในข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและรุกล้ำเขตทหาร แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ และได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศไทยในเวลาต่อมา
ส่วนนายวีระ สมความคิด และ นางราตรี พิพัฒนาเดชาูร ไม่ยอมรับสารภาพ เพื่อยืนยันว่าบริเวณที่ถูกจับกุมอยู่ในเขตอธิปไตย จึงถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมคือจารกรรมข้อมูลทางทหาร ส่งผลให้ศาลกัมพูชาตัดสินลงโทษจำคุกนายวีระเป็นเวลา 8 ปี และนางราตรีเป็นเวลา 6 ปี
ต่อมานางราตรี ได้รับการลดหย่อนโทษและพระราชทานอภัยโทษ ได้รับการปล่อยตัวกลับไทยเมื่อช่วงต้นปี 2556 ส่วนนายวีระ ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอ ที่กัมพูชาเป็นเวลานานกว่า 3 ปี จนกระทั่งได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา และได้รับการปล่อยตัวกลับสู่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557