อุดรธานี - สถานการณ์ไฟป่าพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด “อุดรธานี-เลย-หนองคาย” ยังวิกฤตต่อเนื่อง หลังเพลิงโหมลุกลามกินพื้นที่เสียหายแล้วกว่า 1,000 ไร่ ทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงซ้ำเติมช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุไฟป่าเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าน้ำโสม-ป่านายูง ครอบคลุมอ.น้ำโสม อ.นายูง จ.อุดรธานี, อ.สังคม จ.หนองคาย และ อ.ปากชม จ.เลย ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายนสถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากเปลวไฟยังปะทุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเช้าถึงสาย ส่งผลให้ไฟลุกลามขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัดได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มกำลังเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบวิหารพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี ภายในวัดป่าภูก้อน อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ไฟป่ายังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี โดยข้อมูลจากแอปพลิเคชันรายงานค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เมื่อเวลา 13.00 น. พบว่าหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้ม หรือ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” เกือบทั้งจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 รายชั่วโมงได้สูงถึง 55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งถึง 40.16 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ
สำหรับการจัดอันดับพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงสุดในระดับอำเภอ พบว่า อ.นายูง มีค่าสูงสุดอยู่ที่ 63.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมา ได้แก่ อ.สร้างคอม 60.6 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. อ.น้ำโสม 60.3 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. อ.บ้านผือ 59.1 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. และ อ.เพ็ญ 58.7 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.
ขณะที่หลายอำเภอ เช่น อ.บ้านดุง อ.กุดจับ อำเภอเมืองอุดรธานี และ อ.หนองแสง ต่างมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงบ่าย โดยอาจแตะระดับ 64-65 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ไฟป่ายังควบคุมได้ยาก มาจากกระแสลมแรง ส่งผลให้เปลวไฟลุกลามรวดเร็ว อีกทั้งยังซ้ำเติมปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ เจ้าหน้าที่จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และหากจำเป็นต้องออกนอกเคหสถาน ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพในช่วงสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว