xs
xsm
sm
md
lg

ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ‘จีน’นำเข้า‘น้ำมันสหรัฐฯ’กลั่นเป็นเชื้อเพลิงส่งให้ตลาดเอเชีย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


คลังน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทการบินแห่งชาติประเทศจีน (China National Aviation) ที่บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติต้าซิง ในกรุงปักกิ่ง (ภาพจากสำนักข่าวซินหัว)
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/china-imports-us-oil-for-asian-fuel-markets-amid-hormuz-crisis/)

China imports US oil for Asian fuel markets amid Hormuz crisis
by Jeff Pao
03/04/2026

จีนกลับมาซื้อหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบ จากสหรัฐฯในปริมาณมากๆ อีกครั้งหนึ่ง ในเวลาเดียวกันที่ภาวะสะดุดติดขัดของซัปพลายจากตะวันออกกลาง และการที่ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปกำลังตึงตัวขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั่วทั้งเอเชีย บีบบังคับให้ปักกิ่งต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานของตนเสียใหม่

จีนกำลังขยับตัวเพื่อกลับมาซื้อหาก๊าซธรรมชาติเหลว (liquefied natural gas หรือ LNG) และน้ำมันดิบ จากสหรัฐฯในปริมาณมากๆ อีกครั้งหนึ่ง ในเวลาเดียวกันที่ภาวะสะดุดติดขัดของซัปพลายจากตะวันออกกลาง และการที่ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปกำลังตึงตัวขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั่วทั้งเอเชีย บีบบังคับให้ปักกิ่งต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานของตนเสียใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ผู้สังเกตการณ์บางรายมองความเคลื่อนไหวคราวนี้ ในฐานะที่เป็นการอ่อนข้อครั้งสำคัญของปักกิ่ง หรือกระทั่งเป็นการให้รางวัลในเชิงยุทธศาสตร์ด้วยซ้ำไปแก่วอชิงตัน หลังจากที่จีนได้ระงับการนำเข้าก๊าซ LNG สหรัฐฯมาตั้งแต่ต้นปี 2025 เมื่อตอนที่ความหมางเมินเผชิญหน้ากันทางการค้าระหว่างประเทศทั้งสองเกิดการบานปลายขยายตัว ภายใต้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับสิ่งที่ปักกิ่งจะได้ตอบแทนกลับมานั้น ก็คือการมีซัปพลายน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปอย่างเพียงพอ สำหรับการหวนกลับมาส่งออกพวกเบนซิน, ดีเซล, ตลอดจนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน ให้แก่ประเทศเอเชียต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง เป็นการช่วยเหลือให้แดนมังกรพยุงรักษาส่วนแบ่งตลาดและเพิ่มพูนอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาคนี้ ท่ามกลางความตึงตัวด้านน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม คณะกรรมการการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission หรือ NDRC) ของจีน ได้ออกคำสั่งระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เบนซิน, ดีเซล, หรือน้ำมันสำหรับเครื่องบิน

ตามรายงาน [1] ของสื่อญี่ปุ่น นิกเกอิ เอเชีย (Nikkei Asia) จีนกำลังเริ่มนำเข้าพลังงานสหรัฐฯอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยจากข้อมูลติดตามความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมัน ชี้ให้เห็นว่าน้ำมันดิบอเมริกันปริมาณราวๆ 600,000 บาร์เรลต่อวันทีเดียว มีกำหนดที่จะขนลงเรือส่งมายังแดนมังกรในเดือนเมษายนนี้ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการฟื้นคืนชีพของการค้าพลังงานระหว่างสหรัฐฯกับจีน หลังจากมีการระงับการสั่งซื้อไป ด้วยสาเหตุของความตึงเครียดทางการค้าก่อนหน้านี้

แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมหลายรายบอก [2] สำนักข่าวรอยเตอร์ว่า จีนน่าที่จะขยายการใช้มาตรการระงับส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปของตนออกไปอีกจนตลอดทั้งเดือนเมษายน โดยมีข้อยกเว้นอย่างจำกัดสำหรับพวกประเทศที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง ทั้งนี้เวลานี้กำลังมีการเจรจาหารือกันอยู่เพื่ออนุญาตให้จัดส่งดีเซล, น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน, และเบนซิน ในปริมาณไม่มาก ไปยังตลาดบางแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้

โควตาส่งออกสำหรับเดือนเมษายนนี้ อาจอยู่ระหว่างราวๆ 150,000 – 300,000 เมตริกตัน โดยจุดหมายปลายทางน่าจะอยู่ที่บังกลาเทศ, พม่า, ศรีลังกา, มัลดีฟส์, และเวียดนาม การผ่อนคลายให้แบบมีการเลือกสรรเช่นนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความพยายามของปักกิ่ง ในการรักษาอิทธิพลเหนือตลาดภูมิภาค เวลาเดียวกับที่พยายามบริหารจัดการซัปพลายภายในประเทศซึ่งก็อยู่ในภาวะตึงตัว

การที่จีนกลับมาซื้อน้ำมันดิบและก๊าซ LNG สหรัฐฯอีกคำรบหนึ่ง ดูเหมือนเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปักกิ่งยังคงมีความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างยืดหยุ่นในทางยุทธศาสตร์เพียงระดับจำกัดเท่านั้น ขณะที่ภาวะซัปพลายสะดุดติดขัดซึ่งเกิดขึ้นทั้งที่เวเนซุเอลา และที่ตะวันออกกลาง กลายเป็นตัวเหนี่ยวรั้งจำกัดทางเลือกของแดนมังกร

อย่างไรก็ตาม ทั้งพวกสื่อทางการจีนและพวกคอมเมนเตเตอร์ชาวจีน ต่างเสนอภาพของพัฒนาการนี้ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยกำลังเล่าเรื่องในฐานะที่มันเป็นชัยชนะในการแข่งขันซึ่งจีนมีเหนือญี่ปุ่น ในการต่อสู้ชิงชัยเพื่อให้ได้ซัปพลายพลังงานจากสหรัฐฯ

“นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เดินทางกลับจากสหรัฐฯพร้อมด้วย ‘คำมั่นสัญญาของการจับมือเป็นพันธมิตรหลายฉบับ’ เพียงเพื่อที่จะมาเห็นว่า จีนสามารถที่จะทำความตกลงอย่างรวดเร็วมากในการซื้อหาน้ำมันดิบและ LNG สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นเองวาดหวังไว้ว่าจะเป็นผู้ที่ได้ไป” เหลียง มี่ (Liang Mi) คอลัมมนิสต์ที่ตั้งฐานอยู่ในมณฑลเสฉวน เขียน [3] เช่นนี้ในข้อเขียนชิ้นหนึ่งซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.)

เขากล่าวว่า โตเกียวได้พยายามแสดงท่าทีทุกอย่างทุกประการ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึง “ความจริงใจ” อย่างเต็มที่ต่อสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อตกลงซัปพลายพลังงานมา ทว่ากลับต้องพ่ายแพ้เมื่อต้องแข่งขันกับขนาดของการสั่งซื้อของจีน

“จีนกำลังซื้อในปริมาณราวๆ 600,000 บาร์รเลต่อวัน หรือคิดคร่าวๆ คือ 18 ล้านบาร์เรลต่อเดือน มูลค่าเกือบๆ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯทีเดียว ณ ราคาในปัจจุบัน” เหลียง บอก “พวกโรงกลั่นของญี่ปุ่นจองซื้อเอาไว้เพียงแค่ราวๆ 3 ล้านบาร์เรลเท่านั้นสำหรับเดือนเมษายน หรือเท่ากับยอดสั่งซื้อ 5 วันของจีนเท่านั้น สหรัฐฯไม่ได้จัดลำดับให้ความสำคัญระดับต้นๆ แก่พวกพันธมิตร สหรัฐฯจัดลำดับให้ความสำคัญระดับต้นๆ แก่ผลประโยชน์ของพวกเขาเอง”

“ในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก จีนมีดีมานด์สำหรับน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ใครก็ตามที่ซื้อมากกว่า ย่อมสามารถที่จะได้รับการจัดลำดับความสำคัญที่สูงกว่า” เขากล่าว

เขากล่าวต่อไปอีกว่า การตัดสินใจของจีนที่จะกลับมาซื้อพลังงานปริมาณมากๆ จากสหรัฐฯอีกครั้งเช่นนี้ ยังเป็นความเคลื่อนไหวก่อนหน้าการเจรจาหารือระดับผู้นำสูงสุดระหว่างปักกิ่งกับวอชิงตันในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ตามที่มีการวางแผนเอาไว้ และดีลนี้ก็มีส่วนช่วยสร้างบรรยายกาศแห่งความสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้นสำหรับการสนทนาในระดับสูง

ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเดินทางไปเยือนจีนและพบปะหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในวันที่ 13-14 พฤษภาคมนี้

ภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

ตั้งแต่ที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากถล่มใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา การสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ลดฮวบลงอย่างแรง ท่ามกลางการข่มขู่คุกคามของอิหร่านที่จะใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีพวกที่ไม่เชื่อฟัง

เวลาผ่านไปเพียงแค่ถึงประมาณต้นเดือนมีนาคม การสะดุดติดขัดของซัปพลายก็เริ่มส่งส่งผลกระทบกระเทือนอย่างต่อเนื่องไปทั่วทั้งเอเชีย โดยที่ประเทศไทยประกาศระงับ [4] การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงในวันที่ 6 มีนาคม และจีนระงับ [5] การส่งออกเบนซินและดีเซลในวันที่ 11 มีนาคม ทำให้การเสาะหาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเหล่านี้ในภูมิภาคประสบความยากลำบากขึ้นไปอีก

ทั่วทั้งเอเชียต่างเผชิญผลกระทบอย่างสาหัสร้ายแรง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ปั๊มน้ำมันในลาวกว่า 40% ต้องปิด ขณะที่ภาวะสะดุดติดขัดในกัมพูชาและไทยทำให้ต้องมีการประกาศใช้มาตรการปันส่วนและควบคุมราคา เวลาเดียวกันเที่ยวบินจำนวนมากในเวียดนามถูกยกเลิก สืบเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินหลังจากจีนใช้มาตรการห้ามส่งออก

ในเอเชียใต้ ทั้งอินเดีย, ปากีสถาน, และบังกลาเทศ ต่างเผชิญกับราคาที่ขึ้นสูงและต้องใช้มาตรการอนุรักษ์พลังงานยามฉุกเฉิน สืบเนื่องจากต้องพึ่งพาอาศัยซัปพลายจากตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทั้งๆ ที่มีน้ำมันสำรองเอาไว้จำนวนหนึ่ง ก็ยังต้องรับมืออย่างยากลำบากจากภาวะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุดติดขัด

เวลานี้ ปักกิ่งดูเหมือนจะมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมา ว่าคือโอกาสอันดีสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ และขยายอิทธิพลทางการเมืองในเอเชีย

“สาเหตุรากเหง้าของการที่ตลาดพลังงานโลกต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในเวลานี้นั้น มาจากสถานการณ์อันตึงเครียดในตะวันออกกลาง” เหมา หนิง โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว [6] ในระหว่างการแถลงข่าวตามปกติของกระทรวงเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) “ภารกิจเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือต้องทำให้การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯยุติลงในทันที และป้องกันไม่ให้ความปั่นป่วนวุ่นวายในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกต่อไปอีก”

ทางด้าน คอมเมนเตเตอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในมณฑลฝู่เจี้ยน และใช้นามปากกาว่า เฉินไค (Chenkai) กล่าว [7] ในข้อเขียนของเขาว่า “ผู้คนจำนวนมากประเมินอุตสาหกรรมน้ำมันของจีนเอาไว้ต่ำต้อยกว่าความเป็นจริง โดยทึกทักเอาว่าต้องพึ่งพาอาศัยการนำเข้าอย่างมากมายมหาศาล” เขาแจกแจงต่อไปว่า “ในความเป็นจริงแล้ว การผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศของจีนสามารถทำได้ถึงราวๆ 200 ล้านตันต่อปี และมีน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์อยู่ในราวๆ 270 ล้านตัน สูงกว่ามากจากระดับสำหรับการใช้ไปได้ 90 วันที่ถือกันว่าปลอดภัย ทั้งนี้ จีนสามารถที่จะประคับประคองตัวเองไปยาวนานกว่า 1 ปีแม้กระทั่งเมื่อการนำเข้าถูกตัดขาด”

เขาบอกว่า ด้วยการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป จีนก็กำลังนำเอาซัปพลายของโลกบางส่วนออกไปจากตลาดในทางเป็นจริง จึงกำลังทำให้พวกประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ตกอยู่ใต้แรงกดดันหนักหน่วงในทันที เขากล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ยังเลวร้ายขึ้นไปอีก แม้กระทั่งสหรัฐฯก็จะต้องรู้สึกถึงความตึงตัว เนื่องจากภาวะสะดุดติดขัดของตลาดโลกส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงพวกผู้บริโภคในประเทศใหญ่ๆ ทั้งหมด

“นโยบายนี้ (ของจีนในปัจจุบัน) สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับฉากทัศน์แบบที่เลวร้ายที่สุด และการประเมินทบทวนเกี่ยวกับบทบาทของจีนในห่วงโซ่พลังงานของโลก” เขากล่าวต่อ “จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่ยังเป็นผู้กลั่นและผู้ส่งออก ในช่วงเวลาวิกฤต เราสามารถที่จะสำแดงกำลังของเราออกไป ด้วยการจำกัดการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง”

ข้ามลอดมาตรการระงับส่งออก

อย่างไรก็ตาม สำหรับเวลานี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน [8] เมื่อวันพุธ (1 เม.ย.) ว่า กิจการของจีนหลายแห่งกำลังปล่อยก๊าซLNG ออกมาในปริมาณสูงทำลายสถิติ โดยเป็นการฉวยประโยชน์จากการที่ราคาตลาดจร (spot price) เพื่อการส่งมอบในทันที กำลังวิ่งขึ้นสูง ขณะที่ทั้งซัปพลายภายในประเทศและก๊าซที่นำเข้ามาโดยผ่านทางระบบสายท่อส่ง กลับเจอกับดีมานด์ภายในจีนที่อ่อนตัวลง สภาพเช่นนี้ตรงกันข้ามกับในชาติเอเชียอื่นๆ ที่พวกบายเออร์ต่างกำลังต้องดิ้นรนหาสินค้ามาแทนที่พวกซึ่งยังสะดุดติดขัดนำเข้าประเทศไม่ได้ สืบเนื่องจากประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์อิหร่าน

ในฐานะที่เป็นบายเออร์ก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดในโลก จีนได้ถือโอกาสรีเอ็กซ์พอร์ตไปราวๆ 8 ถึง 10
ตู้สินค้าในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ามากมายเป็นสถิติใหม่ ทั้งนี้ตามข้อมูลของ ICIS, Kpler, Vortexa หรือหากดูที่ตัวเลขการขายต่อในช่วงตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ยอดรวมจะอยู่ที่ราวๆ 1.31 ล้านตัน หรือคิดเป็นตู้สินค้าประมาณ 19 ตู้สินค้า ลูกค้ารายหลักได้แก่ เกาหลีใต้และไทย เช่นเดียวกับญี่ปุ่น, อินเดีย, และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ยังเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้แก่บทบาทของแดนมังกรในฐานะที่เป็นซัปพลายเออร์ที่อาจเป็นตัวคอยเพิ่มเสริมให้แก่ตลาดในเอเชียอีกด้วย

“NDRC (คณะกรรมการการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติของจีน) มีคำสั่งให้พวกโรงกลั่นยุติการส่งออกเบนซิน, ดีเซล, และน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินในเดือนมีนาคม แต่การส่งออกไม่ได้หยุดลงทั้งหมด โดยมีหลายประเทศอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยังคงกำลังได้รับสินค้าเหล่านี้กันอยู่” เป็นการเปิดเผย
[9] ของคอมเมนเตเตอร์ผู้หนึ่งที่ตั้งฐานอยู่ในมณฑลเสฉวนและเขียนลงในคอลัมน์ทางการทหาร

เขาบอกอีกว่า ฟิลิปปินส์นั้นมีดีเซลเหลือใช้ได้ไม่ถึง 10 วันเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และต้องรีบประกาศภาวะฉุกเฉินทางด้านพลังงาน จากนั้นจีนก็ได้จัดส่งเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่ลำเลียงดีเซลมากกว่า 260,000 บาร์เรลไปยังประเทศนั้น เขากล่าวอีกว่าจีนเวลานี้เป็นผู้ซัปพลลายดีเซลนำเข้าของฟิลิปปินส์ถึงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลายเป็นเสาหลักสำคัญเสาหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงานของแดนตากาล้อก นอกจากนั้นแล้ว จีนยังส่งเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งลำเลียงน้ำมันราวๆ 100,000 ไปยังเวียดนามอีกด้วย

“การตัดลดซัปพลลายนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ผลพวงต่อเนื่องที่ติดตามมาเป็นสิ่งที่มีผลกว้างไกลมาก” เขาเขียนเอาไว้เช่นนี้ “การสะดุดติดขัดอาจทำให้ต้องมีการระงับเที่ยวบิน, กระทบเรื่องโลจิสติกส์, และการผลิตไฟฟ้าในตลอดทั่วทั้งภูมิภาค ด้วยการส่งน้ำมันสำเร็จรูปเหล่านี้ไปยังพวกหุ้นส่วนรายหลักๆ ต่อไปอีก จีนก็กำลังส่งสัญญาณว่าขณะที่ยังอาจจะยังคงมีความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ผิดแผกกันอยู่ แต่แดนมังกรก็สามารถสนองความจำเป็นได้อย่างมีสาระสำคัญ จึงเป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลของจีนในตลาดพลังงานของภูมิภาค”

เขากล่าวต่อไปด้วยว่า ในทางการเมือง การกระทำต่างๆ ของจีนในเรื่องเหล่านี้ เป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนแจ่มแจ้งไปถึงพวกประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายให้มองเห็นว่า ใครที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ในเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นมา

เปรียบเทียบกันแล้ว ระหว่างที่ทรัมป์กล่าวปราศรัยถ่ายทอดทีวีถึงประชาชนชาวอเมริกันทั่วประเทศในวันพุธ (1 เม.ย.) ที่ผ่านมา เขาคุย [10] ว่าสหรัฐนได้ “ทำลายล้าง” อิหร่านทั้งทางการทหารและทางเศรษฐกิจ แต่พร้อมกันนั้นก็เรียกกร้องให้ประเทศต่างๆ ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้เข้ามาแสดงบทบาทนำในการพิทักษ์ปกป้องการแล่นเรือผ่านช่องแคบสำคัญแห่งนี้

ทรัมป์กล่าวว่า วอชิงตันพร้อมที่จะเสนอตัวเข้าสนับสนุน แต่ก็เน้นย้ำว่าชาติต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยเส้นทางขนส่งสายนี้ ควรเข้ารับภาระรับผิดชอบสำคัญที่สุดในการพิทักษ์ปกป้องให้สินค้าพลังงานสำคัญยิ่งยวดนี้ยังคงมีการไหลเวียนต่อไป

เชิงอรรถ

[1]https://asia.nikkei.com/spotlight/iran-tensions/iran-war/china-looks-to-restart-us-energy-imports-as-iran-tensions-rattle-markets
[2]https://www.yahoo.com/news/articles/china-set-extend-fuel-export-120423463.html
[3]https://www.163.com/dy/article/KPGKJ7AS0556DKUT.html
[4]https://baijiahao.baidu.com/s?id=1859057118947529284&wfr=spider&for=pc
[5]https://baijiahao.baidu.com/s?id=1859780824572020618&wfr=spider&for=pc
[6]https://www.mfa.gov.cn/eng/xw/fyrbt/lxjzh/202604/t20260402_11886048.html
[7]https://baijiahao.baidu.com/s?id=1859336187795961829&wfr=spider&for=pc
[8]https://www.asiaone.com/china/tight-global-market-well-positioned-china-resells-record-lng-volumes
[9]https://baijiahao.baidu.com/s?id=1861252435905451316&wfr=spider&for=pc
[10]https://apnews.com/article/donald-trump-transcript-address-iran-war-b5970011fe934dde84d95d650bda56a9