(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/04/trump-announces-closure-of-hormuz-strait-as-iran-talks-falter/)
Trump announces closure of Hormuz Strait as Iran talks falter
by Brett Wilkins
13/04/2026
สมเหตุสมผลไหม? คอมเมนเตเตอร์ตั้งคำถามเรื่องที่ “ทรัมป์ต้องการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยวิธีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ” และพร้อม “ระเบิดเศรษฐกิจโลกให้พังยับเพื่อลงโทษอิหร่าน”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศในวันอาทิตย์ (12 เม.ย.) ที่ผ่านมาว่า จะดำเนินการปิดล้อมทางทหารกับช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากคณะเจรจานำโดย รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ประสบความล้มเหลวไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากคณะของทางฝ่ายอิหร่าน ผู้ซึ่งย้ำว่าได้เคยถูกสหรัฐฯหักหลังมาก่อนแล้วหลายครั้ง รวมทั้งแสดงความรังเกียจชิงชังที่ถูกวอชิงตันเรียกร้องให้ยอมจำนนสละอำนาจอธิปไตยเหนือโครงการนิวเคลียร์ของพวกตน
ทรัมป์ประกาศในโพสต์บนแพตฟอร์มสื่อสังคม “ทรูธ โซเซียล” ของเขาในตอนเช้าตรู่ (ตามเวลาในภาคตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งช้ากว่าเวลาเมืองไทย 11 ชั่วโมง) ว่า ช่องแคบฮอร์มุซ –ซึ่งเปิดเสรีก่อนหน้าประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้เปิดฉากสงครามที่เขาเลือกกระทำกับอิหร่านตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา— จะถูกปิดไม่ให้การขนส่งทางเรือใดๆ แล่นผ่าน “โดยมีผลในทันที” (ในเวลาต่อมา ฝ่ายทหารของสหรัฐฯระบุเพิ่มเติมว่า การปิดล้อมเรือที่กำลังเข้าและกำลังออกจากท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านจะเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ของวันจันทร์ ตามเวลาภาคตะวันออกสหรัฐฯ ซึ่งคือตรงกับ 21.00 น.วันจันทร์เวลาเมืองไทย) ทั้งนี้ในช่วงก่อนสงคราม ประมาณ 20% ของน้ำมันทั่วโลกทีเดียว ขนส่งผ่านเส้นทางน้ำสายนี้
“เมื่อถึงช่วงหนึ่ง เราจะไปถึงจุดซึ่งอยู่บนหลักที่ว่า ‘ทั้ ง ห ม ด ต่ า ง ไ ด้ รั บ อ นุ ญ า ต ใ ห้ เ ข้ า ไ ป ไ ด้ ทั้ ง ห ม ด ต่ า ง ไ ด้ รั บ อ นุ ญ า ต ใ ห้ อ อ ก ม า ไ ด้’ แต่อิหร่านเวลานี้ไม่ยินอยมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยอาแต่พูดว่า ‘มีทุ่นระเบิดอยู่ตรงนั้นที่ไหนสักแห่ง’ ซึ่งไม่มีใครทราบเลยว่าอยู่ตรงไหนนอกจากพวกเขา” ทรัมป์อ้างเอาไว้ในโพสต์ของเขา “นี่ คื อ ก า ร ขู่ ก ร ร โ ช ก โ ล ก และบรรดาผู้นำของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา จะไม่มีวันยอมถูกขู่กรรโชก”
“ผมได้ชี้แนะกองทัพเรือชของเราให้หาทางห้ามและเข้าขัดขวางห้ามปรามเรือทุกๆ ลำในน่านน้ำสากล ซึ่งได้จ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทางให้แก่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าวต่อ โดยกำลังหมายถึงหนึ่งในการอ่อนข้อยินยอมที่มีรายงานว่าปรากฏอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านซึ่งเขาเป็นผู้ที่ได้อนุมัติรับรองไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ไม่มีใครเลยซึ่งได้จ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทางอย่างผิดกฎหมายแล้ว จะสามารถเดินทางต่อไปอย่างปลอดภัยในทะเลหลวง เรายังจะเริ่มต้นการทำลายพวกทุ่นระเบิดที่ฝ่ายอิหร่านวางเอาไว้ในช่องแคบ ชาวอิหร่านคนไหนก็ตามที่ยิงใส่เรา หรือใส่เรือที่แล่นมาอย่างสันติ จะถูก ร ะ เ บิ ด เ ป็ น จุ ล !”
“อิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำกำไรจากพฤติการณ์ของ ก า ร ขู่ ก ร ร โ ช ก อย่างผิดกฎหมายนี้” ผู้นำสหรัฐฯกล่าวต่อ “พวกเขาต้องการเงิน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีกคือ พวกเขาต้องการมีนิวเคลียร์ ยิ่งไปกว่านั้น และเมื่อถึงช่วงขณะที่เหมาะสม เราก็จะ ‘ล็ อ ก เ ป้ า แ ล ะ บ ร ร จุ ขึ้ น ลำ อ า วุ ธ ข อ ง เ ร า’ อย่างเต็มที่ และฝ่ายทหารของเราก็จะจัดการเจ้าพวกตัวเล็กๆ ของอิหร่านที่ยังคงเหลืออยู่ให้จบสิ้นไป!”
ในการตอบโต้กับโพสต์เหล่านี้ของทรัมป์ ทางด้าน เมเดีย เบนจามิน (Medea Benjamin) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสันติภาพ “โค้ดพิงค์” (CodePink) โพสต์ข้อความทางแพลตฟอร์ม X ว่า “เข้าใจกันนะ ทรัมป์ต้องการที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระเบิดเศรษฐกิจโลกให้พังยับเพื่อลงโทษอิหร่าน สมเหตุสมผลไหม?”
ขณะที่ ไรอัน คอสเทลโล (Ryan Costello) ผู้อำนวยการด้านนโยบายของสภาชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านแห่งชาติ (National Iranian American Council) ก็ใช้แพลตฟอร์ม X โพสต์ข้อความว่า “การปิดล้อมคือพฤติการณ์ของสงคราม ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายทั้งตามกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นความหายนะทั้งสำหรับผลประโยชน์ต่างๆ ของสหรัฐฯ, ความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาค, และประชาชนของอิหร่าน”
สำหรับนักหนังสือพิมพ์ เซมัส มาเลคอัฟซาลี (Séamus Malekafzali) พูดทาง X ว่า “ผมไม่เคยได้ยินอะไรที่ในทางความถูกต้องชอบธรรมแล้ว ฟังดูเป็นนโยบายภายใต้คณะบริหารชุดนี้ที่สุดจะประสาท และมุ่งจัดทำออกมาเพื่อให้เกิดผลกระทบกระเทือนด้านลบยิ่งไปกว่านี้แล้ว บางทีกระทั่งในอนาคตก็อาจจะไม่มีที่ยิ่งกว่านี้อีกด้วย ไม่เพียงแค่พยายามสกัดกั้นเรือต่างๆ ของอิหร่านเท่านั้น แต่ เ รื อ ลำ ไ ห น ก็ ต า ม ที ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยการจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทาง”
ในเวลาเดียวกับที่ ทรัมป์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ของเขา เข้าไปร่วมชมรายการ ศึกอัลติเมทไฟต์ติงแชมเปียนชิพ (Ultimate Fighting Championship หรือ UFC) ซึ่งเป็นรายการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (Mixed martial arts หรือ MMA) ที่ใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก อย่างบันเทิงเริงใจ ณ เมืองไมอามี, รัฐฟลอริดา, สหรัฐฯ อยู่นั้น แวนซ์ก็ถูกปล่อยให้แบกรับภารกิจของการเจรจาอย่างมาราธอนกับพวกเจ้าหน้าที่อิหร่านที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยนี่ถือเป็นการพูดจาระดับสูงโดยตรงครั้งแรกระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านภายหลังจากปี 1979 เป็นต้นมาอีกด้วย
“เราจำเป็นที่จะต้องได้เห็นคำมั่นสัญญาที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า (อิหร่าน) จะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และพวกเขาขจะไม่แสวงหาพวกเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะทำให้พวกเขาสามารถได้อาวุธนิวเคลียร์มาอย่างรวดเร็ว” แวนซ์ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวภายหลังการเจรจาหารือ “นี่คือเป้าหมายแกนกลางซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯกำหนดเอาไว้ และเป็นสิ่งที่เราพยายามจะบรรลุโดยผ่านการเจรจาเหล่านี้”
อันที่จริงแล้ว รัฐบาลอิหร่านกำลังแสดงท่าทีซึ่งจะยินยอมอ่อนข้อให้อย่างไม่มีมาก่อนในเรื่องเกี่ยวกับโปรแกรมนิวเคลียร์นี้อยู่แล้ว จนกระทั่งเมื่อสหรัฐฯกับอิสราเอลเริ่มต้นถล่มบอมบ์อิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นอกจากนั้นแล้ว คณะบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯทุกๆ ชุด นับตั้งแต่ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นตนเอง –รวมไปถึงของโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย – ต่างมีข้อสรุปออกมาเป็นอย่างเดียวกันว่า อิหร่านนั้นไม่ได้กำลังแสวงหาทางที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เลย
อิหร่านยังได้ให้การรับประกันว่าตนเองจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์เอาไว้ใน ข้อตกลงนานาชาติที่เรียกกันว่า “แผนปฏิบัติการร่วมอย่างรอบด้านครอบคลุม” (Joint Comprehensive Plan of Action) ซึ่งอิหร่านร่วมลงนามกับ 5 ชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร) และอีก 1 ชาติสำคัญคือ เยอรมนี ในปี 2015 โดยที่สหรัฐฯในตอนนั้นคือสมัยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
แต่ในช่วงที่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยแรก เขาก็ได้ฉีกข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งยังเป็นที่รู้จักกันในนามว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน นี้ตามอำเภอใจฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่อิหร่านมีการปฏิบัติตามข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่ –โดยที่บางฝ่ายบอกด้วยซ้ำว่า ที่ทรัมป์ฉีกข้อตกลง ก็เพราะอิหร่านตั้งใจปฏิบัติตามข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่นั่นเอง
สำหรับในการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถานในครั้งนี้ โมฮัมหมัด บาเกร์ กาลิบาฟ (Mohammad Baqer Ghalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้เจรจาฝ่ายอิหร่าน ได้ออกมาประณามสหรัฐฯในเรื่องที่การเจรจาหารือต้องล้มเหลวลง
“พวกเพือนร่วมงานของตนในคณะผู้แทนฝ่ายอิหร่าน มินาบ 168 (the Iranian delegation Minaab168) ได้หยิบยกข้อริเริ่มต่างๆ ที่มุ่งมองไปข้างหน้า ทว่าในที่สุดแล้วฝ่ายตรงข้ามกลับประสบความล้มเหลวไม่สามารถที่จะได้รับความไว้วางใจของคณะผู้แทนฝ่ายอิหร่านในการเจรจารอบนี้ได้” กาลิบาฟ กล่าวเช่นนี้บนแพลตฟอร์ม X ทั้งนี้คณะผู้แทนฝ่ายอิหร่านเลือกใช้ชื่อคณะของตนเช่นนี้ ตามชื่อเมืองในอิหร่าน ซึ่งมีเด็กนักเรียนและครูตลอดจนเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งจำนวน 168 คน ถูกฆ่าตายจากการที่สหรัฐฯยิงโจมตีขีปนาวุธร่อนลูกหนึ่งเข้าใส่ในวันแรกของการเกิดสงคราม
“ก่อนการเจรจากัน ผมได้เน้นย้ำว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีความสุจริตจริงใจ และความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่สืบเนื่องจากประสบการณ์ของสงครามทั้ง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ เราจึงไม่มีความไว้วางใจในฝ่ายตรงข้าม” กาลิบาฟ อธิบาย
ทั้งนี้ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าที่ ทรัมป์ ประกาศการตัดสินใจของเขาที่จะบอมบ์อิหร่านในวันสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ บาดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี (Badr bin Hamad Al Busaidi) ของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางของการเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯกับรัฐบาลอิหร่านในขณะนั้น ได้ออกมาแถลงว่า “เรากำลังจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกันอยู่แล้ว” จึงเป็นเหตุให้พวกเจ้าหน้าที่อิหร่านและฝ่ายอื่นๆ พากันกล่าวหาฝ่ายอเมริกันว่ากำลังแสดงตัวเป็นผู้เข้าเจรจาที่ไม่มีความสุจริตจริงใจ มิหนำซ้ำ ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกันนี้ก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวหาวอชิงตันไปครั้งหนึ่งแล้ว ตอนที่สหรัฐฯกับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีใส่อิหร่านเมื่อกลางปี 2025 ขณะที่วอชิงตันกับเตหะรานกำลังดำเนินการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์กันอยู่เช่นกัน
“อเมริกามีความเข้าใจหลักเหตุและหลักการของเรา” กาลิบาฟ บอก “และเวลานี้มันคือเวลาสำหรับพวกเขาที่จะตัดสนว่าพวกเขาสามารถที่จะทำให้เราบังเกิดความไว้วางใจได้หรือไม่”
สหรัฐฯกับอิสราเอลกำลังบอมบ์อิหร่านอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 43 วันแล้ว พวกเขาบอมบ์เป้าหมายต่างๆ ไปมากกว่า 13,000 เป้าหมาย, ลอบสังหารบุคคลอาวุโสทางการเมืองและทางทหาร –รวมไปถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อน – และตามข้อมูลตัวเลขของพวกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของอิหร่าน ยังเข่นฆ่าประชาชนไปกว่า 3,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงและเด็กๆ หลายร้อยคน เวลาเดียวกันนี้ อิสราเอลยังกำลังบอมบ์ใส่เลบานอน ซึ่งก็ได้สังหารพลเรือนไปแล้วหลายร้อยคน
ทรัมป์ยังคุยโวลั่นว่าจะบอมบ์อิหร่าน “จนกระทั่งกลับไปอยู่ในยุคหิน” รวมทั้งจะทำลายอารยธรรมอายุหลายพันปีของอิหร่านอันเป็นคำข่มขู่คุกคามที่เกิดขึ้นท่ามกลางการที่อิสราเอลทั้งเข่นฆ่าและทั้งทำให้ชาวปาเลสไตน์ในดินแดนกาซาต้องพิกลพิการรวมแล้วกว่า 250,000 คน ในสงครามซึ่งกำลังถูกฟ้องร้องเป็นคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) โดยที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็เป็นที่ต้องการตัวของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) จากการถูกกล่าวหาว่ากระทำอาชญากรรมต่อต้านมนุษยชาติ และกระทำอาชญากรรมสงคราม
อิหร่าน ขณะที่ด้านการทหารอ่อนแอลงมามากแล้ว แต่ยังคงดูเหมือนอยู่ในตำแหน่งที่มีความเข้มแข็งทางยุทธศาสตร์ กระนั้น ก็ยังคงได้ยิน ทรัมป์ พร่ำพูดบอกว่า อิหร่าน “กำ ลั ง พ่ า ย แ พ้ และ กำ ลั ง พ่ า ย แ พ้ ค รั้ ง ใ ห ญ่ !”
“พวกอิหร่านดูเหมือนไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาไม่มีไพ่ต่อรองอะไรเหลืออยู่แล้ว นอกเหนือจากการขู่กรรโชกโลกแบบคิดสั้นๆ ด้วยการาใช้เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ” เขาเขียนเช่นนี้บน ทรูธ โซเชียล ในตอนที่ แวนซ์ เดินทางมุ่งหน้าไปยังปากีสถาน “เหตุผลเพียงประการเดียวที่พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ก็คือเพื่อเจรจา (กับสหรัฐฯ) !”
โฆษกของกระทรวงการต่างประเทาศอิหร่าน เอสมาอิล บากาเอ (Esmaeil Baghaei) แนะนำให้ใช้ความอดทนอดกลั้น โดยอธิบายยืนยันว่า การผ่าทางตันในทางการทูตนั้นมีความเป็นไปได้น้อยเหลือเกินที่จะเกิดขึ้นจากการพูดจากันเพียงรอบเดียว
“โดยธรรมชาติแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นแล้ว เราก็ไม่ควรคาดหวังว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงในการพบกันแค่ครั้งเดียว” บากาเอ บอก “ไม่มีใครมีความคาดหวังแบบนั้นกันหรอก”
ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ (https://www.commondreams.org/news/trump-iran-israel-ceasefire)