xs
xsm
sm
md
lg

“อารยา” แม่ที่สู้เพื่อลูกออทิสติก สู่ผู้ก่อตั้งบ้านคนพิเศษฯ ฝึกอาชีพให้เด็กพิเศษและผู้ปกครองนับร้อยชีวิตมีรายได้-คุณภาพชีวิตดีขึ้น!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปที่ จ.ชลบุรี เพื่อรู้จัก “อารยา” แม่ที่ไม่เพียงสู้เพื่อลูกที่เป็นเด็กพิเศษ แต่ยังเป็นผู้ก่อตั้งบ้านคนพิเศษวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อฝึกทักษะและอาชีพให้กับเด็กพิเศษ รวมถึงผู้ปกครองของเด็กนับร้อยชีวิตได้มีอาชีพและรายได้ ไม่เป็นภาระของสังคม



ย้อนกลับไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว อารยา แดงแสง ยอมรับว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ตัวเองจะมีลูกเป็นเด็กพิเศษ

“อารยามีลูกพิเศษ เหมือนเป็นปมด้อยหรือเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่เหมือนปกติ พี่น้องก็ไม่มีใครมีลูกพิเศษ แต่เรามี ก็มีคำถามเหมือนแม่ๆ ทั่วไปว่าทำไมต้องเป็นเรา ทำไมต้องมาเกิดกับฉัน”


หาลู่ทางพร้อมทุ่มเทให้ลูกออทิสติกได้ฝึกพัฒนาการ!

“สมัยนั้นเรื่องของออทิสติกจะมีคนรับรู้น้อย และในส่วนของการให้บริการภาครัฐก็ยังน้อย เราก็ต้องไปเสียเงินกับภาคเอกชนที่จะฝึกลูกเรา ทางบ้านก็พอจะมี ไม่ได้ยากจนเกินไป ก็เลยไปฝึกกับเอกชน ชั่วโมงละ 600-1,000 บาท”


วางอนาคตลูก อยากให้ลูกอยู่ได้ในวันที่ไม่มีแม่แล้ว!

“ด้วยความเป็นพ่อแม่ก็กังวลต่อว่า ถ้าเราไม่อยู่แล้ว เราตาย ลูกเราจะอยู่ยังไงกัน แต่พอเราฝึก เราพบว่าเขาชอบเรื่องอาชีพ ชอบเรื่องงานศิลปะ สามารถทำเป็นอาชีพได้ เขาเคยทำเป็นรถลวดดัด สามารถจำหน่ายได้ และงานศิลปะงานวาด เขาสในใจมากเลย พอเขาเรียนไม่ได้ เลยมุ่งไปทางงานศิลปะให้เขา แล้วพอช่วงวัยรุ่น เขามีพฤติกรรมฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย ตอนนั้นเราเริ่มรับมือไม่ไหว เลยเริ่มส่งไปอยู่องค์กรๆ หนึ่งที่อยู่ในกรุงเทพฯ เสียค่าใช้จ่ายเดือนละหมื่นกว่าบาท”


ตั้งชมรมแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อนที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ!

“เพื่อนก็ถามว่าเอาน้องไว้ที่ไหน เอาไปไว้ที่กรุงเทพฯ เพื่อนก็บอก ดีเนอะ เขาก็อยากเอาลูกไปบ้าง แต่พอเขาถามค่าใช้จ่าย เขาไม่สามารถแน่ๆ ก็เลยทำเป็นโจทย์ให้เราคิด ...ชมรมเราตั้งเมื่อปี 47 และศูนย์บริการคนพิการเราเมื่อปี 54 (ถาม-ตอนนั้นเป้าหมายการตั้ง?) เป้าหมายคือผู้ปกครองรวมตัวกัน และมาคุยกันถึงพฤติกรรมลูก เธอมีวิธีแก้ยังไง ฉันมีวิธีแก้ยังไง มาคุยกัน มันก็แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ช่วยดูแลใจกันได้ แต่พอเราคุยกันว่า ลูกเราน่าจะต้องฝึกอันนี้ เราก็ทำโครงการ ขอเงินจากหน่วยงานรัฐบ้าง และขอเงินจากกองทุนคนพิการ”


ด้านพรเพ็ญ ทองแพรง ผู้ปกครองเด็กพิเศษ เผยว่า“คุณอารยาเขาตั้งเป็นกลุ่มชมรมผู้ปกครองออทิสติกอยู่แล้ว เราเลยได้เข้าชมรมกับเขา ได้ฝึกลูกต่อ และได้พัฒนาดีขึ้น ตอนแรกก็เขียนชื่อไม่ได้เขียนอะไรไม่ได้ ก็มาพัฒนา โดยมีคุณอารยาดูแล พวกเราเป็นสมาชิก”


คุณอารยา เผยว่า สมาชิกชมรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ“ช่วงแรกสถานที่เราก็ไม่มี เราก็ไปอาศัยโรงเรียน โรงเรียนที่มีห้องเด็กพิเศษ ผอ.เขาก็ใจดี ให้เราใช้สถานที่ พอเรามาทำเป็นศูนย์บริการ เราจะไปใช้สถานที่ของโรงเรียนก็ไม่ได้ เราก็ต้องมาหาที่เช่าก่อน สมัยนั้นยังไม่มี ก็เช่าเป็นอาคารเล็กๆ ห้องหนึ่งทำกัน 10 กว่าครอบครัว ก็ทำกันมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เด็กที่ผ่านการฝึกของเรา ตอนนี้เลขสมาชิกอยู่ที่ 210 กว่า”


จากชมรม สู่ศูนย์บริการคนพิการและวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กพิเศษอยู่รอดได้ แม้ไม่มีพ่อแม่เคียงข้าง

“เราคิดไว้เลยว่า อนาคตถ้าเราไม่อยู่ ลูกเราต้องมีงานทำมีรายได้ เราฝึกกระตุ้นพัฒนาการเขาแล้ว เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เขาสามารถทำอาหารง่ายๆ ได้แล้ว ถ้าเขาจะอยู่กับพี่หรือน้องหรือญาติในยามที่พ่อแม่ไม่อยู่ ถ้าเขามีรายได้ ก็คิดว่าคนที่อยู่ข้างหลังก็ไม่น่าจะผลักไสเขาเท่าไหร่ เพราะว่าเขาก็สามารถมีเงินเลี้ยงตัวเองได้”


ด้านวิสูตร แก้วงาม ผู้จัดการบ้านคนพิเศษวิสาหกิจเพื่อสังคม เผยถึงการฝึกทักษะอาชีพของเด็กพิเศษที่นี่ว่า“มีงานเย็บ เอาเศษผ้ามาเย็บให้เป็นผืน ส่งขายให้โรงงาน โรงงานจะนำไปเช็ดเครื่องจักร มีผลิตขนมทองม้วน ผลิตขนุนทอด”


สินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มาจากฝีมือของเด็กพิเศษและผู้ปกครองที่บ้านคนพิเศษฯ นี้ ไม่ใช่แค่ได้มาตรฐาน อย และฮาลาล แต่ยังส่งออกไปต่างประเทศด้วย

“เราก็รู้ว่า การที่ผลงานมันจะขายได้ มันก็ต้องมีมาตรฐาน เราก็มีมาตรฐาน มผช.(มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน) และโอท็อป ส่วนอันนี้จะเป็น อย. และฮาลาล และ มผช. (ถาม-ดูจากมาตรฐาน ส่งออกได้เลยไหม?) มีองค์กรที่เขามาสั่งเรา และเอาไปที่ญี่ปุ่น และมีมหาวิทยาลัยก็สั่งเวลาเขามีงานที่ต้องแจกเป็นของชำร่วย ก็มาสั่งทำเป็นล็อตใหญ่ๆ และมีโรงงานที่เขารับซื้อพวกเศษผ้า เขาก็มีวันเกิดพนักงาน และนำพวกนี้ไปให้เป็นวันเกิดพนักงาน”


บ้านคนพิเศษฯ แห่งนี้ ไม่ใช่แค่สถานที่ที่ให้อาชีพ แต่ยังสร้างคุณค่าให้เด็กพิเศษ

“เด็กที่มาฝึกกับเรา จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และมีอาชีพทำ ถ้าอยู่กับบ้านก็ไม่ได้รับการฝึกอะไรเลย พอรับการฝึกจากเรา ได้มีอาชีพทำ คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น รวมถึงผู้พิการประเภทอื่นด้วยนะ ถ้าอยู่กับบ้าน ก็ไม่มีรายได้ พอมาทำงานกับเรา ก็มีรายได้ ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าขึ้น”


เพ่ยๆ หรือพิชญาภรณ์ เพชรเหมือน ผู้พิการที่มีภาวะทางสมองบกพร่องทางสติปัญญา คือหนึ่งในตัวอย่างของเด็กพิเศษที่บ้านหลังนี้ ที่ยืนยันได้ว่า บ้านคนพิเศษฯ ช่วยเปลี่ยนชีวิตเธอให้ดีขึ้นและมีความสุข


“(ถาม-รู้สึกยังไงที่เราทำงานที่นี่?) มีความสุข (ถาม-อยู่ที่นี่เราชอบทำกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ?) ชอบผ่าซางขนุน (ถาม-การอยู่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเพ่ยยังไงบ้าง?) ทำให้หนูเป็นคนที่ใจเย็นขึ้น อยู่กับสังคมได้เยอะขึ้น ไม่ทำตัวเถลไถลเหมือนเมื่อก่อน (ถาม-อยากบอกอะไรกับคนดูไหมว่า คนที่บกพร่องทางสติปัญญาอย่างเราทำอะไรได้บ้าง?) ทำได้ทุกอย่าง ถ้าเรามีความสามารถ ไม่ต้องว่าตัวเองว่าไม่ดี ต้องดูแลตัวเอง ใจเย็น และไม่วู่วาม”


อารยา ในฐานะผู้ก่อตั้งบ้านคนพิเศษวิสาหกิจเพื่อสังคม ดีใจได้เห็นคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษดีขึ้น

“(ถาม-ตอนนี้ได้เปลี่ยนครอบครัวของเด็กพิเศษไปอย่างไรบ้าง?) เยอะมาก มีอยู่บ้านหนี่งที่เขามีลูกพิการทั้งสองคนทางสติปัญญา ลูกทั้งสองคนสามารถมีรายได้ทั้งสองคน แล้วพ่อเขามาขอบคุณ เขาไม่นึกว่าลูกที่พิการเดินก็ยังไม่ตรง จะทำให้มีรายได้ และนอกจากนี้ตัวแม่เขาก็มาทำกับเราด้วย ก็ทำให้สามคนบ้านนี้ มารับรายได้จากเรา พ่อแม่หลายคนจะมีเศรษฐกิจทางบ้านดีขึ้น จากไม่มีรถเลย ก็มีมอเตอร์ไซค์ จากซาเล้ง ตอนนี้ก็เป็นปิคอัพ คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีเด็กอยู่คนหนึ่ง ฝึกกับเรา 2-3 ปีที่แล้ว นี่หนูออกรถแล้ว แต่เป็นรถปิคอัพ ดีลูก”


อารยา ยอมรับ เคยอายที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ แต่ปัจจุบันมีความสุขมาก

“(ถาม-30 กว่าปีที่ทำมา เกิดการเปลี่ยนแปลงกับตัวเองยังไงบ้าง?) สำหรับตัวเอง เมื่อก่อนนี้ ลูกไม่สามารถปล่อยไว้กับพ่อได้เลย เพราะผู้ชายมีหน้าที่ทำงานข้างนอก และไม่ค่อยเข้าใจกับลูกเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้พี่ไปอบรม 5-7 วัน ก็คือทิ้งไว้กับพ่อได้เลย ทำไมถึงทิ้งได้ พ่อก็ยังไปทำงานอยู่นะ เรามีศูนย์บริการที่ เช้า พ่อเอาลูกไปไว้ที่ศูนย์บริการ เย็นก็กลับมารับ เราก็ไปอบรมได้ไม่มีปัญหาอะไร”


“ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก จากลูกที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวตอนวัยรุ่น มาถึงตอนนี้ เมื่อก่อนเรียกว่าในบ้าน เป็นสมรภูมิรบย่อยๆ เลย แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกมีความสุขกับการที่มีลูกแบบนี้ เพราะมีลูกที่ปกติด้วย เขาก็ไปมีครอบครัวของเขา แต่ลูกที่พิเศษยังอยู่กับเรา ยังอยู่เป็นเพื่อนเรา มันมีความสุขในบ้านแล้ว มันไม่ใช่สมรภูมิอย่างเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนเราก็อายเหมือนกันนะที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ แต่ปัจจุบัน เรามีความภาคภูมิใจที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ยังคิดย้อนไป ถ้าไม่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ คงไม่ได้มาทำงานตรงนี้ คงไม่ได้ทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือเด็กพิเศษกับผู้ดูแล ทำให้เขามี เราสามารถพูดได้เลยว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”


“(ถาม-อยากบอกอะไรกับสังคมให้รู้จักบ้านคนพิเศษฯ บ้าง?) บ้านคนพิเศษวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย บริษัทเอกชนหรือภาครัฐต่างๆ สามารถมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของบ้านคนพิเศษได้เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นของกินและของใช้ เรามีระบบแวต 7% และทำถูกต้องตามกฎหมาย บ้านคนพิเศษวิสาหกิจเพื่อสังคม องค์กรภาครัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้เลย โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้เลย ไม่ต้องไปประมูลแข่งกัน”


หากท่านใดต้องการอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ของบ้านคนพิเศษวิสาหกิจเพื่อสังคมติดต่อได้ที่เฟซบุ๊ก “บ้านคนพิเศษ วิสาหกิจเพื่อสังคม” หรือโทร.061-624-1936


คลิกชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน “บ้าน...คนพิเศษ”
https://www.youtube.com/watch?v=gCD2ANg6-dM&t=1081s


ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30-12.00 น. ทาง NEWS1 (กล่อง IPTV ของ NT ช่อง 64 / กล่อง AIS Play Box ช่อง 618 / กล่อง True ID ช่อง 19)

หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos