รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ภายในปี 2569 โดยมีเป้าหมายเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานสะอาด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสีเขียวและการลดมลพิษในประเทศ เบื้องต้นจะเปิดให้สิทธิประชาชนในลักษณะ “มาก่อนได้ก่อน” ประเดิมโควตา 10,000–20,000 คันแรก ก่อนพิจารณาขยายในระยะถัดไป
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบกลไกสนับสนุน โดยรูปแบบสำคัญคือการให้เงินอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ เพื่อนำไปเป็นส่วนลดให้กับผู้ซื้อโดยตรง แทนการจ่ายเงินให้ประชาชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยควบคุมงบประมาณและกระตุ้นตลาดยานยนต์ไฟฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในเงื่อนไขหลักของโครงการคือ รถใหม่ที่จะเข้าร่วมต้องเป็นรถที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และผลิตภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขณะที่รถเก่าที่นำมาแลกยังอยู่ระหว่างกำหนดรายละเอียด เช่น อายุการใช้งานขั้นต่ำ รวมถึงแนวทางการจัดการซากรถ ซึ่งมีแนวคิดศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อาจนำรถบางส่วนส่งออกไปยังตลาดที่ยังมีความต้องการใช้งาน
ในด้านมาตรการทางการเงิน กระทรวงการคลังเตรียมออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำควบคู่ ผ่านธนาคารของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท สำหรับปล่อยกู้ซื้อรถ EV และติดตั้งโซลาร์เซลล์ กำหนดวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยช่วง 1–2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5% และปีที่ 3–5 ไม่เกิน 5% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและจูงใจให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะมีเป้าหมายชัดเจนในการกระตุ้นการใช้รถพลังงานสะอาด แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งจำนวนสิทธิที่ค่อนข้างจำกัดในระยะแรก ความชัดเจนของเงื่อนไขรถเก่า ตลอดจนคำถามเรื่องความคุ้มค่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้รถกระบะหรือรถเชิงพาณิชย์ที่ปัจจุบันตัวเลือก EV ยังมีราคาสูงและมีรุ่นให้เลือกไม่มาก
อีกทั้ง โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ให้สิทธิรถยนต์ไฟฟ้าในอัตราต่ำอยู่แล้ว ทำให้รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดลดภาษีเพิ่มเติมในระยะนี้ ส่งผลให้มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะเป็นเครื่องมือหลักในการเร่งตลาดแทน
ภาพรวมของโครงการจึงสะท้อนความพยายามของภาครัฐในการเร่งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดเชิงลึกที่กำลังออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นระดับเงินอุดหนุน ความเข้าถึงของประชาชน และความพร้อมของตลาด EV ในประเทศ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า มาตรการนี้จะ “จุดติด” ได้จริง หรือเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้นในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น