ประเทศเป็นหนึ่งในชาติที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าสำหรับเสนอตัวการรับหน้าเสื่อการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดผู้บริหารในวงการกีฬาไทยภายใต้การนำของ “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ในฐานะประมุขคณะกรรมการโอลิมปิคไทย พร้อมด้วยทีมผู้บริหารจากการกีฬาแห่งประเทศไทยเดินหน้าที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง “ยูธโอลิมปิก 2030”
ความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในการเสนอตัวเชื่อว่าคณะทำงานเตรียมการคงดีดลูกคิดกันอย่างรอบด้านแล้วว่ามหกรรมกีฬารายการนี้ ไทยเราในฐานะที่เคยเป็นเต้ยในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน
แต่การจะรับหน้าเสื่อในการเป็นเจ้าภาพเพื่อประกาศศักยภาพให้โลกรู้ว่าไทยเราก็มีดีและมีความจำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาถึงแรงเสริมโดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือการเห็นชอบของรัฐบาลภายใต้เม็ดเงินหรืองบประมาณก้อนใหญ่ที่จะเข้ามาแบกรับ
จากความพยายามของคณะทำงานและเพื่อเป็นการกรุยทางเพื่อทอดสะพานให้คณะรัฐมนตรีเปิดทางเมื่อเร็วๆนี้ในโอกาสที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้ารับตำแหน่ง ประมุขโอลิมปิคไทยพร้อมด้วยทีมงานก็ถือโอกาสเข้าไปแสดงความยินดี พร้อมกับพูดคุยเพื่อขอการสนับสนุนจากเจ้ากระทรวงเช่นกัน
ในวันดังกล่าวหากดูท่าทีของเจ้ากระทรวงก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่โจทย์หรือการบ้านข้อใหญ่คือทำอย่างไรที่จะให้ครม.คล้อยตามและเห็นดีเห็นงามกับการที่ต้องหางบสนับสนุนซึ่งตัวเลขที่คณะทำงานจากคณะกรรมการโอลิมปิคไทยและกกท.สรุปอยู่ที่ 5,700 ล้านบาท
ด้วยเม็ดเงินที่สูงผนวกกับขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานแน่นอนหากเรื่องนี้ถูกเข็นเข้าสู่ที่ประชุมครม.ซึ่งมี “นายกหนู” เชื่อว่าเสนาบดีแต่ละคนคงต้องคิดหนักกันพอสมควร
แต่ในทางกลับกันถ้าเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและทีมงานมีการนำเสนอข้อมูลที่แน่นเปรี๊ยะ ภายใต้ประโยชน์และมูลค่าเพิ่มที่สังคมและประเทศชาติจะได้รับประกอบกับยังมีเวลาอีก 4 ปี โอกาสที่สยามเมืองยิ้มจะได้แสดงศักยภาพจัดมหกรรมกีฬาระดับโลกก็มีโอกาสและความเป็นได้เช่นกัน
และหนึ่งในโอกาสการรับหน้าเสื่อกีฬาระดับ 4 หรือ 5 ดาวจะเป็นจริงหรือไม่นอกจากรัฐบาลไทยจะเคาะและเห็นชอบแล้วหนึ่งในโจทย์ที่คณะทำงานต้องทะลายกำแพงที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ไอโอซี ในฐานะเจ้าของเกมชี้ขาด
เมื่อพูดถึงการพิจารณาชี้ขาดของไอโอซี แน่นอนจะต้องมีคณะทำงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อศึกษาถึงความพร้อมและความเป็นไปได้ ซึ่งล่าสุดก็ทราบว่าคณะทำงานของไอโอซีก็พร้อมจะขึ้นเครื่องมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 27-30 เมษายน นี้
สำหรับการเตรียมการที่คณะทำงานฝ่ายไทยจะนำเสนอต่อคณะทำงานไอโอซี นอกจากความพร้อมในมิติที่เกี่ยวกับการจัดการแข่งขันแล้วประเทศไทยจะยืนยันความมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าภาพภายใต้วิสัยทัศน์ “Inspring Youth,Connecting Southeast Asia and Asia”
เมื่อคณะทำงานฝ่ายไทยที่ผนึกพลังร่วมโดยประมุขโอลิมปิคฯ กกท.โดยมีไอโอซี เมมเมอร์ไทยอย่างคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล เป็นพี่เลี้ยงแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยจากนี้ไปคอกีฬาทั่วทิศคงจะต้องเกาะติดและลุ้นว่าโอกาสและฝันจะเป้นจริงหรือไม่
และเหนืออื่นใด “ยูธโอลิมปิก 2030” จึงเป็นหนึ่งในโจทย์และการบ้านสำหรับประเทศไทยและรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร