MGR Online - กระทรวงสารสนเทศกัมพูชาได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อรายงานชิ้นล่าสุดของ The Wall Street Journal โดยกล่าวหาว่าสำนักพิมพ์ดังกล่าวใช้ภาษาที่ดูหมิ่นและไม่เป็นมืออาชีพ ที่บั่นทอนศักดิ์ศรีของประเทศ และบิดเบือนความพยายามของกัมพูชาในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์
เทพ อัสนาริท โฆษกกระทรวงสารสนเทศ กล่าวว่าการที่บทความดังกล่าวกล่าวถึงกัมพูชาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงระดับโลกนั้น เทียบเท่ากับเป็นการโจมตีชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของชาติ
“การเชื่อมโยงชื่อของประเทศอธิปไตยกับกิจกรรมอาชญากรรมระดับโลกสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่จะยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ” โฆษกกระทรวงฯ กล่าว และเสริมว่าภาษาเช่นนั้นเป็นการทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของพลเมืองกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ
“กระทรวงสารสนเทศได้ส่งหนังสือถึงบรรณาธิการบริหารของ WSJ เพื่อขอให้แก้ไข” เทพ อัสนาริท กล่าวกับพนมเปญโพสต์
การตอบโต้ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานบรรยายถึงตึกระฟ้าสีทองที่กำลังก่อสร้างในกรุงพนมเปญ ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ
บทความดังกล่าวยังอ้างถึงบุคคลทางการเมืองต่างชาติที่กล่าวถึงกัมพูชาว่า “สแกมโบเดีย” (Scambodia) ซึ่งโฆษกปฏิเสธว่าเป็นคำที่ไม่เหมาะสม และมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าที่มีอคติ
เทพ อัสนาริท โต้แย้งว่าการใช้คำศัพท์เช่นนั้นสะท้อนถึงการขาดความเป็นมืออาชีพของนักข่าวและละเมิดมาตรฐานทางจริยธรรม
เขากล่าวว่าการรายงานอย่างมีความรับผิดชอบควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐาน และการวิเคราะห์ที่สมดุล มากกว่าภาษาที่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ
“สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการให้ข้อมูลและมีส่วนร่วมในการหาทางออก ไม่ใช่การบิดเบือนความจริงหรือบ่อนทำลายศักดิ์ศรีของชาติใด” โฆษกกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา กล่าว และเตือนว่าการใช้คำดูหมิ่นซ้ำๆ อาจกระตุ้นให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และทำหน้าที่เป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามจิตวิทยา
โฆษกกระทรวงฯ ยังชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นรูปแบบที่กว้างขวางขึ้น ที่เรื่องราวที่มาจากแหล่งข่าวหัวรุนแรงหรือมีอคติ ถูกขยายความในสื่อต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้เกิดการรับรู้เชิงลบต่อกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม แม้ทางการกัมพูชาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่รัฐบาลก็ยอมรับว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์นั้นเป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องมีการประสานงานกัน
เทพ อัสนาริท กล่าวว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ผ่านการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ
“เราเปิดรับการรายงานปัญหาต่างๆ ด้วยเจตนารมณ์ที่สร้างสรรค์เพื่อร่วมกันสร้างแนวทางแก้ไข แต่เราไม่สามารถยอมรับการใช้ภาษาที่ไม่เหมะสมซึ่งบ่อนทำลายเอกลักษณ์และอธิปไตยของชาติเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันสร้างความไม่ยุติธรรมต่อกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมระดับโลกที่ต้องอาศัยการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศ” เทพ อัสนาริท กล่าว
สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการปราบปรามการฉ้อโกงทางเทคโนโลยีระบุว่า ทางการกัมพูชาได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ระหว่างเดือนก.ค. 2568 ถึงกลางเดือนเม.ย. 2569 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้สืบสวนคดีมากกว่า 250 คดีทั่วประเทศ รวมถึงการบุกตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งฉ้อโกง 91 แห่ง ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการส่งคดีขึ้นศาล 112 คดี โดยเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยประมาณ 1,089 คน จากหลายสัญชาติ ทั้งจีน ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และกัมพูชา
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 ถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 ทางการได้เนรเทศชาวต่างชาติ 13,039 คน จาก 33 ประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงผู้หญิง 1,509 คน
“ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงทางการเมืองที่มุ่งมั่น และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของกัมพูชาในการกำจัดการหลอกลวงออนไลน์ทุกรูปแบบออกจากประเทศ” เทพ อัสนาริท กล่าว
เขาย้ำว่ารัฐบาลยินดีรับรายงานที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับความท้าทายที่ประเทศเผชิญอยู่ รวมทั้งอาชญากรรมไซเบอร์ แต่เน้นย้ำว่ารายงานต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและความเคารพ
“การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติจะต้องอาศัยข้อเท็จจริง ข้อมูล และความร่วมมือ ไม่ใช่การกล่าวหาใส่ร้ายที่มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม” โฆษกกระทรวงสารสนเทศ กล่าวเสริม
การตอบโต้ของกระทรวงสารสนเทศกัมพูชาครั้งนี้เน้นย้ำถึงความอ่อนไหวที่เพิ่มมากขึ้นของทางการกัมพูชาเกี่ยวกับการนำเสนอภาพลักษณ์ประเทศในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ทางการกัมพูชากำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและการปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศในระดับโลก.