วันนี้ (22 เม.ย. 2569) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ตามขั้นตอนการเชิญชวนบริษัทผู้มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศเข้ายื่นข้อเสนอรวม 11 ราย ซึ่งขณะนี้ครบกำหนดเวลาแล้ว มีบริษัทเข้ายื่นข้อเสนอรวมทั้งสิ้น 6 ราย ได้แก่ 1. บริษัท ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ (ประเทศเกาหลีใต้) 2. บริษัท สิงคโปร์ เทคโนโลยี เอ็นจิเนียริ่ง (ST Engineering) (ประเทศสิงคโปร์) 3. บริษัท อัสเกรี ฟาบริกา เว เทอร์ซาเน อิชเล็ตเมเลรี (ASFAT) (ประเทศตุรกี) 4. บริษัท ไทส์ เคมิ อินซา เว เทคโนโลยี (ประเทศตุรกี) 5. บริษัท ฮันฮวา โอเชียน (ประเทศเกาหลีใต้) และ 6. บริษัท นาวานเทีย (ประเทศสเปน) ส่วนบริษัทที่ไม่เข้ายื่นข้อเสนอภายในระยะเวลาที่กำหนด มีจำนวน 5 ราย
.
โดยกระบวนการต่างๆ ในการรับข้อเสนอฯ ของกองทัพเรือ ได้ดำเนินการภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการที่กองทัพเรือแต่งตั้งขึ้นจะดำเนินการพิจารณาข้อเสนอของทุกบริษัทโดยละเอียด ครอบคลุมในประเด็นสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) และข้อเสนอด้านราคา โดยกระบวนการพิจารณาดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
.
"กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ" พล.ร.ต.ปารัช กล่าว
.
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกต ปีงบประมาณ 2569 เป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560-2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2566) กำหนดความต้องการเรือฟริเกต 8 ลำ ปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงจำเป็นต้องจัดหาเพิ่ม เพื่อใช้ในภารกิจต่างๆ ประกอบด้วย เรือฟริเกต 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร วงเงินรวม 17,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2574) โดยใช้นโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset) กองทัพเรือจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แบบเรือ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาของระบบอื่นๆ จากการต่อลำแรก เพื่อนำมาใช้ต่อเรือลำต่อไปให้เป็นชุดเรือ
.
โดยกำหนดให้ผู้ขายจากต่างประเทศต้องต่อเรือในไทยไม่น้อยกว่า 20% และกำหนดให้นำเงินมาลงทุนในกิจกรรมชดเชยทางเศรษฐกิจในไทยไม่น้อยกว่า 15% ของมูลค่าโครงการ ทั้งค่าจ้างแรงงานและวัสดุในประเทศ ส่วนเรือลำที่ 2 จะต้องสร้างในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 30% ของโครงสร้างตัวเรือ เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยต่อเรือรบเองได้ 100% ในลำต่อไป ซึ่งประเทศไทย จะได้รับการถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การออกแบบเรือ ระบบอำนวยการรบ ไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างยานไร้คนขับ (USV) พร้อมทั้งส่งมอบลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาด้วย
......
Sondhi X