ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กรณี “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” หรือ ป.ป.ช.” ตีตกคำร้องคดีจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินใน “ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” ของ “เสี่ยโอ๋-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรัฐมนตรีคมนาคม สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทย
ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีผลผูกพันกับทุกองค์กร
ที่สำคัญยิ่งกว่าอยู่ตรงที่นายศักดิ์สยามนั้น ไม่ใช่นักการเมืองระดับหางแถว หากคือ “เสี่ยโอ๋” ผู้เป็น “น้องชาย” และเปรียบเสมือนเป็น “กล่องดวงใจ” ของ “นายเนวิน ชิดชอบ” ผู้นำหมายเลข 1 แห่ง “ค่ายสีน้ำเงิน” ที่แม้แต่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ยังไม่กล้าหืออือ
ดังนั้น จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่สังคมจะตั้งข้อครหาถึงความไม่ชอบมาพากล ยิ่งเมื่อ ป.ป.ช.เก็บงำเอาไว้เงียบกริบทั้งๆ ที่มีมติมาตั้งแต่กลางเดือนกันยายนปี 2568 ก็ยิ่งถือเป็นเรื่องผิดสังเกตเกินกว่าที่สังคมจะเข้าใจได้
นอกจากนั้น เมื่อมีการนำ “คดีนายศักดิ์สยามน้องชายนายเนวิน” ไปเชื่อมโยงกับ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน 2” ที่มีการตั้งรัฐมนตรีเพียง 35 เก้าอี้ และเหลือเก้าอี้ว่างเอาไว้ 1 เก้าอี้โดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ออกมาว่า “ทำไม” แถมบรรดาคนในพรรคที่อยากเป็นรัฐมนตรี และบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้โวยวายอะไรออกมาสักแอะ ก็ทำให้มีการตีความทันทีว่า หรือเก้าอี้ตัวที่ว่างเอาไว้นั้น เตรียมรองรับ “นายศักดิ์สยามน้องชายนายเนวิน” ที่พ้นมลทินในคดีซุกหุ้นหรือไม่ อย่างไร
มีการจินตนาการกันไปไกลถึงขนาดว่า “นายศักดิ์สยามน้องชายนายเนวิน” จะมานั่งเก้าอี้ *“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ถิ่นเก่าที่เขาคุ้นเคยนับตั้งแต่จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเข้ารับราชการเป็นปลัดอำเภอ สังกัดกรมการปกครอง ใต้ชายคากระทรวงมหาดไทยมาก่อน รวมทั้งยังเคยเป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งในยุค พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ และยุคปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล
แต่ว่าก็ว่าเถอะ ขนาดไม่ได้มีตำแห่งหนใดๆ ในกระทรวงมหาดไทย แต่บารมีของ “เสี่ยโอ๋” ในมหาดไทยก็เปี่ยมล้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ “คดีนายศักดิ์สยามน้องชายนายเนวิน” ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคดีของ 44 สส. พรรคส้ม ที่ ป.ป.ช.ฟ้องโดยยึดผลผูกพันจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทว่า ในกรณีของนายศักดิ์สยามน้องชายนายเนวินกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ประกอบกับสถานการณ์ที่ ป.ป.ช.เองถูกเลือกมาโดย สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ กว่า 4 คน จากทั้งหมด 9 คน ก็ยิ่งทำให้ถูกมองว่าอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผลของคดีออกมาในลักษณะดังกล่าว กระทั่วเกิดคำพูดเหน็บแนม ป.ป.ช.ที่ดังกระหึ่ม ณ เวลานี้ว่า “พวกกันสำคัญเสมอ”
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัด “นิติกรรมอำพราง”
ขณะที่เมื่อย้อนกลับไปตรวจทานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง ก็พบว่า เคลียร์คัทในทุกประเด็น เนื่องเพราะวินิจฉัยเอาไว้ชัดเจนว่า การโอนหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่ “นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” แท้จริงแล้วเป็นเพียง “นิติกรรมอำพราง” อันขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 187 ซึ่งกำหนดห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในกิจการเอกชน เว้นแต่จะโอนให้บุคคลหรือนิติบุคคลจัดการทรัพย์สิน และต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ
ข้ออ้างที่ว่านายศุภวัฒน์ใช้เงินจำนวน 119,499,000 บาท ซื้อหุ้นจากนายศักดิ์สยามนั้น ถูกตีตกด้วยหลักฐานเส้นทางการเงิน (Money Trail) ซึ่งคำแถลงระบุชัดเจนว่า แหล่งที่มาของเงินที่นายศุภวัฒน์นำมาซื้อหุ้น ล้วนมาจากบัญชีธนาคารส่วนตัวของนายศักดิ์สยามเอง ตลอดจนบัญชีของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด ที่นายศักดิ์สยามมีอำนาจบริหารจัดการในขณะนั้น โดยมีการทำธุรกรรมโอนเงินผ่านบัญชีต่างๆ ซื้อกองทุนเปิดธนชาต แล้วขายคืนเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าหุ้น ซึ่งผู้ร้องชี้ว่าเป็นการปกปิดอำพรางเพื่อให้ดูเสมือนว่ามีการซื้อขายกันจริง
นอกจากนี้ ยังพบข้อพิรุธฐานะทางการเงินของนายศุภวัฒน์ที่ไม่มีฐานะทางการเงินหรืออาชีพที่เพียงพอต่อการซื้อหุ้นหลักร้อยล้าน เพราะแม้นายศุภวัฒน์จะอ้างว่ามีรายได้กว่า 500 ล้านบาทจากการทำธุรกิจส่วนตัว แต่เมื่อตรวจสอบการยื่นภาษี (ภ.ง.ด.91) ระหว่างปี 2558 – 2562 กลับพบว่ามีการสำแดงรายได้เพียงปีละ 108,000 – 118,000 บาท (เฉลี่ยเดือนละ 9,000 บาท) เท่านั้น ทั้งยังไม่มีหลักฐานการประกอบกิจการ ไม่มียานพาหนะ หรือเครื่องจักรใดๆ ตามที่กล่าวอ้าง
ส่วนหลักฐานที่สะท้อนว่านายศักดิ์สยามยังคงความเป็นเจ้าของกิจการอย่างแท้จริง คือพฤติการณ์ภายหลังการโอนหุ้น เช่น นายศักดิ์สยามยังคงได้รับค่าตอบแทนที่ปรึกษาจาก หจก.บุรีเจริญฯ ในปี 2561 จำนวน 400,000 บาท นายศักดิ์สยามนำรถยนต์ส่วนตัว 2 คัน มาเบิกค่าน้ำมันจากห้างหุ้นส่วนฯ จนถึงเดือนตุลาคม2562 (หลังโอนหุ้นแล้วถึง 1 ปี 9 เดือน) สถานที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ ยังคงอยู่ภายในบริเวณที่พักอาศัยของนายศักดิ์สยาม เป็นต้น
ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จบลงเพียงแค่การพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองของนายศักดิ์สยาม แต่นำไปสู่ข้อกล่าวหาทางอาญา 4 ฐานความผิด ได้แก่
ข้อหาที่ 1 ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 การเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือสั่งการใน หจก.บุรีเจริญฯ มีระวางโทษจำคุก 1 ถึง 10 ปี หรือปรับ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อหาที่ 2 การกระทำขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม การปล่อยให้ หจก.ที่ตนเองเป็นเจ้าของที่แท้จริง เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐในสังกัดกระทรวงคมนาคม ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (มาตรา 126) มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท
ข้อหาที่ 3 ความผิดฐานฮั้วประมูล (พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ) หากพบพฤติการณ์จูงใจหรือทำให้ยอมรับการเสนอราคาในโครงการของรัฐ มีระวางโทษหนักที่สุดคือ จำคุกตั้งแต่ 7 ปีถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1.4 แสน ถึง 4 แสนบาท
ข้อหาที่ 4 จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อ ป.ป.ช. การไม่สำแดงเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญฯ ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อครั้งเข้ารับและพ้นตำแหน่ง ส.ส. รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
เหตุไฉน ป.ป.ช.วินิจฉัยสวนทางศาลรัฐธรรมนูญ
ถึงตรงนี้ คำถามสำคัญมีอยู่ว่า แล้วทำไม ป.ป.ช.ถึงมีมติที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการที่ ป.ป.ช.ตีตกคำร้องไปอาจจะมีผลกระทบกับคดีอาญาอื่นๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกต่างหาก
“ศาสตราจารย์พิเศษ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้อย่างลุ่มลึก โดยมีมุมมองใน 2 ประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ
หนึ่ง -ป.ป.ช. มองคนละประเด็นกับศาล ศาลวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ไปมีหุ้นอยู่ในบริษัทหนึ่งขณะที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่เป็นผลให้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม จึงเป็นเหตุให้พ้นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ม.187
กรณีนี้ศาลเชื่อว่า หุ้นที่อยู่ในบริษัทดังกล่าวมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของหุ้นจริง แต่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโดยเฉพาะเส้นทางการเงินแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงถึงตัวคุณศักดิ์สยาม ทำให้เชื่อได้ว่าผู้ถือหุ้นเป็นนอมินีของนายศักดิ์สยาม
สอง- พอมาถึงชั้น ป.ป.ช. ป.ป.ช. ได้ไต่สวนโดยอาศัยกฎหมาย ม.234 (3) ซึ่งไม่ใช่เรื่อง “การขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่” แต่ไต่สวนว่า นายศักดิ์สยาม “จงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่” ป.ป.ช.ก็ใช้กฎหมายมาตรานี้ เป็นคนละมาตรากับที่ศาลใช้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี
“ตอนนี้ต้องฟังข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ว่ามีพยานหลักฐานอะไร ท่านจึงวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าอดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยามจงใจปกปิดทรัพย์สินหรือยื่นทรัพย์สินเท็จ”
อาจารย์จรัลแสดงทัศนะต่อไปว่า ประเด็นต่อมาข้อโต้แย้งของแต่ละฝ่ายมองว่า ถ้าไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นเส้นทางการเงินที่ใช้ซื้อหุ้นโยงไปถึงรัฐมนตรีแบบชนิดที่ไม่มีรอยต่อเลย เหตุใด ป.ป.ช.จึงไม่โต้แย้งในมุมนี้ ถ้าถือตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบัญชีทรัพย์สินที่อดีตรัฐมนตรียื่นไปก็ต้องเป็นเท็จด้วย
แต่ ป.ป.ช.ก็อาจโต้แย้งได้ว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จตามบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีเจตนา "จงใจ" หากเป็นความ "พลั้งเผลอ สำคัญผิด" ก็เป็นเหตุให้ไม่ต้องเรื่องให้ศาลฎีกานักการเมืองวินิจฉัยตัดสิทธิ์
ดังนั้นฝ่ายที่เห็นต่างจึงเรียกร้องให้ ป.ป.ช.เปิดเผยหลักฐานออกมาทั้งหมดว่าอะไรจึงทำให้ ป.ป.ช.เห็นแย้งศาลรัฐธรรมนูญ
ด้าน “นายวัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความเห็นถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนายศักดิ์สยามว่า เป็น “ตำราเล่มใหม่” ของการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายและการซุกหุ้นในประเทศไทยที่นักการเมืองทุกคนต้องสะดุ้ง
อดีตผู้พิพากษาวัสมองว่า หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 187 ซึ่งระบุชัดเจนว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท หากจะคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ต้องโอนให้ “นิติบุคคลจัดการทรัพย์สิน” และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการไม่ว่าทางใดๆ
แต่สิ่งที่สังคมได้เห็นจากคำวินิจฉัยนี้คือการใช้หลัก “Substance over Form” หรือการดู “เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ” ศาลไม่ได้ดูแค่ชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่ศาลไล่ล่าหาความจริงจาก “เส้นทางการเงิน” (Money Trail) ที่ดิ้นไม่หลุด!
อดีตผู้พิพากษาวัสมองว่า หลักฐานที่เด็ดที่สุดในคำวินิจฉัย คือการเปิดเผยเส้นทางเงินงวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท ที่เหมือนฉากในหนังสายลับ
1. 15:36 น.: เงินโอนออกจากบัญชีศักดิ์สยาม
2. 15:40 น.: เงินเข้าบริษัท ศิลาชัยฯ
3. 15:42 น.: บริษัทโอนเงินออกทันที
4. 15:44 น.: เงินไปถึงบัญชี "นายศุภวัฒน์" เกษมสุทธิ์ (นอมินี) เพื่อนำมาจ่ายค่าหุ้นคืนให้ศักดิ์สยาม
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลกลับมาที่จุดเริ่มต้น ซึ่งศาลมองว่านี่ไม่ใช่การซื้อขายธุรกิจตามปกติ แต่คือการ “หมุนเงิน” เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ (Paper Trail) ว่ามีการซื้อขายกันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าของเงินกับผู้รับเงินคือเครือข่ายเดียวกัน
เมื่อถูกจับผิดเรื่องเส้นเงิน ฝ่ายผู้ถูกร้องพยายามอ้างเรื่อง “การชำระหนี้เงินกู้เก่า 40 ล้านบาท” แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับสวมวิญญาณนักบัญชีตรวจสอบพบว่า ไม่พบรายการโอนเงินกู้ในอดีตจริง งบการเงินของบริษัทในขณะนั้นไม่มีสภาพคล่องพอที่จะมีเงินมากขนาดนั้น เอกสารคำชี้แจงขัดแย้งกับหลักฐานทางบัญชีอย่างรุนแรง
“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 จึงเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญยุคนี้พร้อมที่จะใช้วิธีการตรวจสอบเชิงลึก (Active Investigation) ไม่ใช่แค่รออ่านเอกสารที่คู่ความส่งมาให้ การไล่เช็กเส้นทางเงินแบบนาทีต่อนาที คือฝันร้ายของผู้ที่คิดจะ “ซุกหุ้น” และเป็นชัยชนะของหลักการรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้บริหารประเทศโปร่งใสอย่างแท้จริง”วัสแสดงความคิดเห็น
ขณะที่ทางด้าน ป.ป.ช.เองนั้น หลังจากทำเป็นนิ่งเฉยพักใหญ่ เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมาก็ได้ส่ง “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ออกมาอธิบายความโดยละเอียด
โฆษก ป.ป.ช.ชี้แจงว่า กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง
ทั้งนี้ ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้ง ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด
กรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นและข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกอบกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคาและได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562 ถึง 2566 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น แต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด
หลังการอธิบายของ ป.ป.ช. ก็มีข้อโต้แย้งและมุมมองทางกฎหมายที่น่าสนใจในหลายประเด็นด้วยกัน ด้วยคำอธิบายของ ป.ป.ช. มันยังไม่พอจะทำให้ความสงสัยจบลง
โดยเฉพาะข้อสงสัยที่ว่า ถ้าไม่แจ้งทรัพย์สินในลักษณะเดียวกันถึง 6 ครั้ง แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การจงใจปกปิด
สิ่งที่สังคมอยากฟังจริง ๆ ไม่ใช่แค่คำว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด” แต่คือคำอธิบายที่ไปไกลกว่านั้นว่าทำไม ป.ป.ช.จึงเชื่อว่าไม่ใช่เจตนา
อีกด้านหนึ่ง คำแถลงพยายามวางกรอบว่าเรื่องนี้เป็นคนละประเด็นกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าถูกต้อง เพราะศาลรัฐธรรมนูญดูเรื่องสถานะความเป็นรัฐมนตรี ส่วน ป.ป.ช. ดูเรื่องบัญชีทรัพย์สินและความผิดคนละฐาน แต่ในโลกของข้อเท็จจริง คนส่วนใหญ่ไม่ได้แยกเรื่องนี้ออกจากกันง่ายขนาดนั้น เพราะคือข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน เพียงแต่ถูกตีความคนละมุม
การบอกว่า “ยังไม่มีหลักฐานว่าผิด” อาจพอสำหรับปิดแฟ้มคดี แต่ยังไม่พอสำหรับปิดคำถามของสังคม เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการ ไม่ใช่แค่คำตอบว่าผิดหรือไม่ผิด แต่คือคำอธิบายที่ทำให้คนฟังแล้ว “เชื่อได้” ว่าทำไมคำตอบนั้นจึงออกมาแบบนั้น
อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ “ค่ายสีน้ำเงิน” เพราะก่อนหน้านี้ก็มีหลายเหตุการณ์หลายคดีดำเนินไปในท่วงทำนองเดียวกัน ไล่ตั้งแต่ “คดีฮั้วสว.” หลังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) โดยระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน “ไม่มีมูลความผิด”
ตามต่อด้วยกรณีการพิสูจน์สิทธิบนที่ดินเขากระโดง หลังกรมสบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอยุติการสืบสวน กรณีครอบครองออกเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งอยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) 4,414ไร่ โดยประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ไม่รับเป็นคดีพิเศษ” ก่อนที่จะมีสัญญาณต่อเนื่องมาจาก “การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) “ชะลอยื่นฟ้อง” ผู้บุกรุกรายใหม่ 800-900 แปลงไว้ชั่วคราว ด้วยเหตุผล ต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี
เพราะฉะนั้น จงอย่าแปลกใจสำหรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขั้นในยุค “ค่ายสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจเช่นนี้