xs
xsm
sm
md
lg

เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้าแจงดราม่า "ม้า อรนภา" นั่ง กก.คัดเลือกผู้เข้าอบรม TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"อิสระ" แจงหลักสูตร TopForm 001 ปรับแนวคิดสู่การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เปลี่ยนจากการพัฒนาผู้นำรูปแบบเดิมมักเน้นอบรมคนที่มีตำแหน่งแล้ว คัด 63 คนรุ่นใหม่พัฒนาทักษะรอบด้าน ย้ำไม่ได้มุ่งให้ได้ “กรรมการที่ถูกใจทุกฝ่าย” แต่ต้องการ “กรรมการที่สะท้อนทุกฝ่าย” เพราะเป็นประชาธิปไตย อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่าง

วันที่ 25 เม.ย. จากกรณีดรามาสถาบันพระปกเกล้าเชิญ อรนภา กฤษฎี หรือ "ม้า" อดีตดาราและพิธีกรชื่อดัง ร่วมเป็นกรรมการคัดเลือกผู้เข้าอบรมผู้นํารุ่นใหม่ภายใต้หลักสูตร TopForm 001 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงว่า หลักสูตรดังกล่าวเป็นแนวคิดใหม่ที่ตั้งคำถามต่อรูปแบบการพัฒนาผู้นำแบบเดิม ซึ่งมักเน้นอบรม “คนที่มีตำแหน่งแล้ว” จึงปรับมาเป็นการ “สร้างผู้นำ” และพัฒนา “วัตถุดิบชั้นดี” เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบการเมือง

นายอิสระระบุว่า หลักสูตร TopForm 001 ได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวน 63 คน จากผู้ที่มีความสนใจทางการเมือง มีศักยภาพเป็นผู้นำ หรือผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การสื่อสารสาธารณะ กฎหมายเลือกตั้ง ข้อบังคับการประชุมสภา การยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่เป็นการปรับวิธีคิดและเตรียมความพร้อม เพื่อให้พรรคการเมืองและสังคมมีตัวเลือกบุคลากรคุณภาพเข้าสู่การเมืองมากขึ้น

สำหรับกระบวนการคัดเลือก นายอิสระชี้แจงว่า ได้ออกแบบให้สะท้อนสภาพจริงของการเมือง โดยให้ผู้สมัครนำเสนอตัวเองภายในเวลา 3 นาที และทราบผลทันที เปรียบเสมือนการตัดสินใจของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการคัดเลือกมาจากหลายภาคส่วน รวมถึงสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารสาธารณะ เนื่องจากการเข้าสู่อำนาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร การเข้าถึง และความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าย้ำว่า หลักสูตรดังกล่าวไม่ได้มุ่งให้ได้ “กรรมการที่ถูกใจทุกฝ่าย” แต่ต้องการ “กรรมการที่สะท้อนทุกฝ่าย” เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่การเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด หากแต่เป็นการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง โดยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนทั้งความคาดหวัง ความกังวล และความท้าทายของระบบการเมืองไทย ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลักสูตรนี้มีความจำเป็น

นายอิสระกล่าวทิ้งท้ายว่า หวังว่าผู้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้ง 63 คน จะไม่ใช่เพียง “ผู้ผ่านการคัดเลือก” แต่จะเป็นผู้ที่เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบให้กับการเมืองไทย โดยหลักสูตร TopForm 001 อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็น “จุดเริ่มต้นของคำตอบ”

รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ - Issara Sereewatthanawut

ว่าด้วยหลักสูตร TopForm 001
หลายวันที่ผ่านมา ชื่อของหลักสูตร TopForm
และสถาบันพระปกเกล้า
ถูกกล่าวถึงทั้งในสื่อและโลกออนไลน์
มีทั้งความคาดหวัง ความสมหวังและผิดหวัง
มีทั้งความรู้สึกจากผู้สมัคร กรรมการ และการตั้งคำถามจากสังคม
ผมขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงในสองประเด็นสำคัญ
ที่ยาวเกิน 8 บรรทัด แน่นอน
หากเปิดใจค่อยอ่านก็ได้ครับ จะได้ไม่เสียเวลา

1️⃣ประเด็นแรก — หลักสูตรนี้คืออะไร ?
TopForm 001 เป็นหลักสูตรใหม่ที่เกิดจากการตั้งคำถามกับรูปแบบเดิมของการพัฒนาผู้นำ
ที่ผ่านมา เรามักนำ “คนที่มีตำแหน่งแล้ว” มาอบรม
แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีอำนาจ มีภาระ และมีสถานะ ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย และประสิทธิภาพของการเรียนรู้ก็มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ
ผมจึงตัดสินใจปิดบางหลักสูตร
ลดจำนวนผู้เข้าอบรมในหลายหลักสูตร
และปรับแนวคิดจาก “พัฒนาผู้นำ” มาเป็น “สร้างผู้นำ”
แทนที่จะให้เฉพาะคนมีตำแหน่งมาเรียน
เราจะเปลี่ยนมาสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี”
ที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบการเมือง
หลักสูตรนี้คัดเลือก 63 คน
ที่มีความสนใจทางการเมือง หรือมีศักยภาพจะเป็นผู้นำ
หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีตำแหน่งแล้ว แต่ยังต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง
มาร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ตั้งแต่
การสื่อสารในที่สาธารณะ
กฎหมายเลือกตั้ง
ข้อบังคับการประชุมสภา
การยื่นบัญชีทรัพย์สิน
ไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศ
เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ให้ความรู้”
แต่คือการ “ปรับวิธีคิด” และ “เตรียมความพร้อม”
เพื่อให้พรรคการเมือง และสังคม
มีตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูง
หากใน 63 คนนี้
มีเพียงบางส่วนที่ได้เข้าสู่ตำแหน่ง
และช่วยทำให้การเมืองดีขึ้นได้จริง
ผมเชื่อว่า การลงทุนนี้ก็คุ้มค่าครับ

2️⃣ ประเด็นที่สอง — กระบวนการคัดเลือกและกรรมการ
เราตั้งใจให้กระบวนการคัดเลือก
สะท้อน “โลกความเป็นจริงของการเมือง”
ผู้สมัครมีเวลา 3 นาทีในการนำเสนอตัวเอง
และทราบผลทันทีในห้อง
เพราะในโลกจริง
ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทน
ภายในเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง
สำหรับคำถามว่า “ทำไมกรรมการจึงมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ”
คำตอบคือ
การได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจ
ไม่เคยขึ้นอยู่กับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่
“ความสามารถในการสื่อสาร”
“การเข้าถึง”
และ “ความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ”
ด้วยเหตุนี้
เราจึงเชิญสื่อมวลชน และผู้ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือก
เพราะนี่คือทักษะที่ไม่มีในตำรา
แต่มีผลอย่างยิ่งในสนามจริง
ในขณะเดียวกัน
องค์ประกอบของกรรมการก็สะท้อน
“ความหลากหลายของสังคมไทย”
จากทุกภาคส่วน ทุกแนวคิด
ทุกประสบการณ์ ทุกสี ทุกขั้ว
เราไม่ได้ต้องการ “กรรมการที่ถูกใจทุกฝ่าย”
แต่ต้องการ “กรรมการที่สะท้อนทุกฝ่าย”
เพราะประชาธิปไตย
ไม่ใช่การเห็นตรงกันทั้งหมด
แต่คือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง
แน่นอนว่า ทุกความพยายามย่อมมีทั้ง
คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แต่เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้น
สะท้อนถึงความคาดหวัง ความกังวล
และความท้าทายของระบบการเมืองไทย
และบางที
นั่นคือเหตุผลที่หลักสูตรนี้ “จำเป็น”
แม้หลักสูตรยังไม่เริ่ม
แต่การถกเถียงที่เกิดขึ้น
ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของสังคมแล้ว
ผมหวังว่า
63 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย
จะไม่ใช่เพียง “ผู้ผ่านการคัดเลือก”
แต่จะเป็น “ผู้เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย”
และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ
TopForm 001
อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แต่คือ “จุดเริ่มต้นของคำตอบ”

ขอบคุณครับ
อิสระ
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า