เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ - ช่องแคบมะละกากลายเป็นจุดสนใจไปทั่วโลกหลังสงครามอิหร่านปะทุและล่าสุดอินโดนีเซียเรียกร้องให้เก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาสร้างความประหลาดใจไปทั่ว ผู้เชี่ยวชาญออกมาเรียกร้องให้ 4 ชาติคุมช่องแคบมะละกาทั้ง ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไม่สมควรใช้ความได้เปรียบการตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบเป็นอาวุธชี้หากเกิดติดขัดอาจกระทบการค้าโลกถึง 30%
สตาร์ของมาเลเซียรายงานวันอาทิตย์(26 เม.ย)ว่า ความสำคัญของช่องแคบมะละกายาว 900 ก.มที่มีพรมแดนติด 4 ชาติทั้ง ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้นจากการที่เป็นเส้นทางเดินเรือสินค้าและขนส่งน้ำมันที่สั้นที่สุดระหว่างเอเชียตะวันออกเข้าสู่ตลาดในตะวันออกกลางและยุโรป
การติดขัดใดๆที่จะเกิดขึ้นต่อช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดผ่านการเดินทางทะเลทางยุทธศาสตร์ที่คิดเป็น 30% ของการค้าโลกสามารถส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนเพิ่ม และทำให้การค้าระหว่างประเทศซบเซามากไปกว่านี้และส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจต่างๆ
ช่องแคบมะละกาที่เป็นการเชื่อมฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ออสเตรเลีย เข้าสู่เอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางนั้นพบว่า ช่องทางขนส่งการค้าโลกนี้มีเรือข้ามช่องแคบมะละการาว 94,000 ลำต่อปีโดยตก 257 ลำต่อวัน และคิดเป็นการค้าทางทะเล 30% จากทั้งหมดทั่วโลก และ 1 ใน 4 ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกทีเดียว
ทั้งนี้เรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบมะละกาคิดเป็น 29.4% ตามมาด้วยเรือคาร์โกที่ 24.1% และเรือบรรทุกสินค้าหนัก 19.7%
และส่วนที่เหลืออีก 26.8% ประกอบไปด้วยเรือสินค้าทั่วไป เรือขนยานยนต์ เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว และเรืออื่นๆ
นาเซรี คาลิด(Nazery Khalid)ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันทางทะเลของมาเลเซีย( Maritime Institute of Malaysia) และนักสังเกตการณ์ด้านอุตสาหกรรมการขนส่งแสดงความเห็นว่า การที่ช่องแคบฮอร์มุซที่จะยังคงปิดต่อไปได้สร้างผลกระทบแบบโดมิโนไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)ทั่วโลก
และกล่าวต่อว่า “จากการที่เรือต่างๆที่ถูกปฎิเสธห้ามเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นยังคงติดค้างต่อไปในอ่าวโอมานและอ่าวเปอร์เซียจะกลายเป็นปฎิกริยาลูกโซ่แบบปรากฎการณ์โดมิโนต่อท่าเรือทั่วโลกอื่นๆที่เชื่อมกับท่าเรือในอ่าวทั้งสอง
พร้อมกันนี้ยังเสริมว่า รวมไปถึงท่าเรือต่างๆตลอดชายฝั่งช่องแคบมะละกาเป็นต้นว่า ท่าเรือ Klang ของมาเลเซียและสิงคโปร์ที่มีความเชื่อมโยงอย่างกว้างขวางกับท่าเรืออื่นๆในอ่าวทั้งสอง”
ทั้งนี้ท่าเรือ Klang ของมาเลเซียของมาเลเซียเคยตกเป็นข่าวดังไปทั่ว เกิดขึ้นหลังเรือ MV Touska ของอิหร่านที่โดนกองกำลังสหรัฐฯสกัดจับที่อ่าวโอมานในวันอาทิตย์(19) หลังออกเดินทางจากท่าเรือปิโตรเคมี ซูไห่ (Zhuhai) ทางใต้ของจีนก่อนที่จะเดินทางแวะจอดครั้งสุดท้ายที่ท่าเรือ Klang ของแดนเสือเหลือง
รอยเตอร์เคยรายงานว่า เชื่อว่าสินค้าจีนด้านในเรือเป็น “สิ่งที่สามารถใช้ได้ทั้งในด้านการทหารและการพลเรือน”
นาซีรีชี้ว่า การติดขัดในการขนส่งจะนำไปสู่สินค้าตกค้างและกลายเป็นขอขวดไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้เขาชี้ว่า “การปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นได้สร้างความติดขัดสินค้าพลังงานทั่วโลกอย่างมาก และส่วนใหญ่ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซทั่วโลกผ่านช่องแคบมะละกาไปยังเอเชียตะวันออก”
และชี้ว่า ช่องแคบมะละกานั้นได้รู้สึกถึงผลกระทบทางอ้อมจากการติดขัดในภูมิภาคอ่าว
สื่อมาเลเซียรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันธิงแทงก์มาเลเซียเสริมว่า การเพิ่มขึ้นในการเคลื่อนไหวทางนาวี รวมถึงการสกัดเรือต่างๆของกองกำลังสหรัฐฯที่เชื่อมโยงอิหร่านจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเส้นทางการขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมานและเพิ่มแรงกดดันต่อระบบเครือข่ายโลจิสติกโลก
ช่องแคบมะละกายังสะท้อนไปถึง "ปรากฎการณ์ช่องแคบมะละกา" ( Malacca Dilemma) ที่เจ้าหน้าที่จีนได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาเมื่อปี 2003 ชี้ไปถึงการที่จีนต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบด้านการค้าและพลังงานอย่างหนัก
สินค้าจีนที่ผ่านช่องแคบยังรวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้ายานยนต์จีน
ริค เด ลา ทอร์เร (Rick de la Torre) อดีต CIA ของสหรัฐฯ ได้เคยทวีตไว้เมื่อวันที่ 14 เม.ย ที่ผ่านมาบนแพลตฟอร์ม X ว่า 80% ของการนำเข้าน้ำมันของจีนนั้นผ่านช่องแคบมะละกาที่ควบคุมโดย “อินโดนีเซีย”
และเสริมต่อว่ารัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ (@SecWar) ยกระดับอินโดนีเซียให้เป็นพันธมิตรสำคัญในความร่วมมือทางการป้องกันประเทศ
และส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯอยู่ในที่ตั้งใกล้จุดผ่านที่สำคัญที่สุดทางพลังงานของโลก 2 แห่ง
อดีต CIA ที่มีแนวคิดสนับสนุนฝ่ายทรัมป์ชี้ในตอนท้ายว่า ความมั่นคงทางพลังงานของจีนในเวลานี้ต้องผ่านพันธมิตรอเมริกาแล้ว