สหรัฐฯจะประสบปัญหาในการป้องกันตนเองจากระบบขีปนาวุธล้ำสมัยที่พัฒนาโดยจีนและรัสเซีย พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนกล่าวระหว่างเข้าให้ข้อมูลกับสภาคองเกรสเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่พวกเขาร้องของบประมาณสำหรับข้อเสนอโครงการป้องกันขีปนาวุธมหึมา "โกลเดน โดม"
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวโครงการดังกล่าวไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 นำเสนอการลงทุนมหึมา เป็นไปได้ว่าจะแตะระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า สำหรับยกระดับศักยภาพการป้องกันตนเองทั้งบนภาคพื้นและอวกาศ
มาร์ค เบอร์โควิตซ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายนโยบายอวกาศของกระทรวงสงคราม(กระทรวงกลาโหม) กล่าวระหว่างเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมธิการทหารของวุฒิสภาสหรัฐฯเมื่อวันจันทร์(27เม.ย.) ว่า "การอัปเกรดมีความจำเป็นเร่งด่วน สหรัฐฯมีระบบป้องกันประเทศภาคพื้นดินแบบชั้นเดียวที่มีข้อจำกัดมากๆ ซึ่งออกแบบมาเฉพาะเจาะจงกับการโจมตีอันธพาลขนาดเล็กๆเท่านั้น"
"ประเทศแห่งนี้จะเผชิญปัญหาร้ายแรงยามรับมือกับขีปนาวุธแบบทิ้งตัว และทุกวันนี้ ยังไม่มีระบบป้องกันตนเองจากอาวุธไฮเปอร์โซนิกหรือขีปนาวุธร่อน" เขาเน้นย้ำ
นายพลไมเคิล เกตลีน ผู้นำโครงการโกลเดน โดม ภายในกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่าทั้ง จีนและรัสเซีย กำลังเดินหน้าขยายคลังแสงขีปนาวุธของตนเอง เช่นเดียวกับปรับปรุงให้มีความทันสมัย เขาชี้ถึงกรณีการใช้ยานร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) หรือก็คือหัวรบซึ่งสามารถร่อนและปรับเส้นทางการบิน ณ ความเร็วสูง ในชั้นบรรยากาศ หลังจากถูกยิงออกไป เพื่อหลบระบบการป้องกัน เช่นเดียวกับกรณีที่รัสเซียใช้งานขีปนาวุธร่อนพลังงานนิวเคลียร์ "บูเรเวสต์นิก"
ระบบเหล่านี้ นายพลเกตลีน บอกว่า "ออกแบบมาเพื่อท้าทายความสามารถในการติดตามและปฏิบัติการของเซ็นเซอร์ของเรา และท้าทายขีดความสามารถในการโจมตีตอบโต้เพื่อความอยู่รอดของเรา"
รัสเซียเคยเปิดเผยว่าได้ลงทุนในอาวุธทางยุทธศาสตร์ล้ำสมัยเป็นส่วนใหญ่ ตอบโต้ต่อกรณีที่สหรัฐฯถอนตัวจากสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธ(Anti-Ballistic Missile (ABM) Treaty) ปี 1972 ที่ทำไว้ในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช ความเคลื่อนไหวของวอชิงตันทำให้มีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบต่อต้านขีปนาวุธแห่งชาติ
แม้สหรัฐฯยืนยันว่าโล่ป้องกันขีปนาวุธโกลเดน โดม มีเป้าหมายตอบโต้ภัยคุกคามอย่างจำกัดจากประเทศต่างๆอย่างเช่นเกาหลีเหนือและอิหร่าน แต่พวกเจ้าหน้าที่รัสเซียเตือนมาช้านานว่ามันบ่อนทำลายการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เปิดโอกาสให้เกิดการชิงโจมตีทำลายล้างก่อน ซึ่งในกรณีดังกล่าว มอสโกเชื่อว่าตัวสกัดกั้นขีปนาวุธของอเมริกา อาจถูกใช้สำหรับกำจัด ทำให้การโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของรัสเซียที่ยังเหลืออยู่นั้นไร้ผล
สงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่าน ก่อคำถามเกี่ยวกับศักยภาพด้านการป้องกันขีปนาวุธของวอชิงตัน ท่ามกลางรายงานข่าวที่บ่งชี้ว่าสต๊อกตัวสกัดกั้นที่ใช้ในระบบต่างๆ อย่างเช่น THAAD และ Patriot ร่อยหรอลงอย่างมาก และอาจจำเป็นต้องใช้เวลานานหลายปีสำหรับเติมเต็มคลังแสง
ระบบโกลเดน โดม คาดหมายว่าจะมีต้นทุนราว 175,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า จากการประเมินเบื้องต้นของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่นั้น ทางเพนตากอนได้ปรับเพิ่มประมาณการสู่ระดับราวๆ 185,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่พวกนักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่าราคาขั้นท้ายสุด อาจสูงกว่านั้นพอสมควร
(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)