อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา "วัส ติงสมิตร" กางข้อกฎหมายเปิดทางสว่างให้ "สว.สำรอง" และประชาชน ชี้ชัดบรรทัดฐานใหม่จากศาลคดีทุจริตฯ ระบุ หาก กกต. ชุดใหญ่ตัดสินใจ "ปิดประตู" ฟอกขาวคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. 138 คนเมื่อใด สถานะของ สว.สำรอง จะถูกยกระดับเป็น "ผู้เสียหายโดยตรง" ทันที พร้อมงัดสิทธิพลเมือง เดินหน้ายื่นฟ้องเอาผิด กกต. ตาม ม.157 ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องง้ออัยการ ดันศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการชี้ชะตาสภาสูง
วันนี้ (30 เม.ย.) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ออกมาโพสต์ข้อความชี้ให้เห็นถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่รองรับ "สิทธิพลเมือง" ในการตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยระบุว่าประชาชนหรือ สว. สำรอง ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง มีสิทธิยื่นฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ (ม.157) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ด้วยตนเอง แม้ก่อนหน้านี้ศาลจะเคยยกฟ้องคดีที่ สว. สำรอง ฟ้อง กกต. ปมไต่สวนล่าช้าโดยมองว่ายังไม่เกิดความเสียหายที่ประจักษ์ชัด แต่หากในอนาคต กกต. ชุดใหญ่มีมติชี้ว่าคดีฮั้วเลือก สว. (ซึ่งเกี่ยวพันกับ สว. ปัจจุบันถึง 138 คน) "ไม่มีมูล" สถานะของ สว. สำรองจะเปลี่ยนเป็นผู้เสียหายโดยตรงทันที ซึ่งจะเปิดทางให้สามารถใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต. เพื่อให้ศาลเข้ามาเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการตรวจสอบความโปร่งใสและคืนความยุติธรรมให้แก่ประเทศได้ตามหลักกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"เมื่อพลเมืองฟ้อง กกต.: บทเรียนจากคดี สว. สำรอง และบรรทัดฐานใน "ศาลอาญาคดีทุจริตฯ"
การที่ผู้สมัครเลือกกันเองเป็น สว. ในปี 2567 ที่ผ่านมา นำมาสู่คำถามสำคัญที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมไทยว่า "หากองค์กรอิสระอย่าง กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สว. สำรอง หรือประชาชนทั่วไปจะมีสิทธิฟ้องร้องได้เองหรือไม่?" หรือจะต้องฝากความหวังไว้ที่อัยการเพียงอย่างเดียว?
บรรทัดฐานทางกฎหมาย: ราษฎรคือ "ผู้ตรวจสอบ"
จากข่าวแจกสื่อมวลชนของศาลยุติธรรมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ปรากฏว่า ในคดีอาญาที่กล่าวหาว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประธานศาลอุทธรณ์ (ในคำวินิจฉัยที่ วท. 12/2562) ได้วางหลักการสำคัญไว้ว่า:
1.กกต. คือเจ้าพนักงาน: แม้จะเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ถือว่าเป็น "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา ย่อมถูกฟ้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) ได้
2. อำนาจฟ้องที่ขนานกัน: แม้กฎหมายจะกำหนดช่องทางให้ ป.ป.ช. หรือ อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิ "ราษฎร" ในการเป็นโจทก์ฟ้องเองต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หากผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายโดยตรง
อนึ่ง ศาลฎีกาก็เคยมีคำพิพากษา (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทางในการดำเนินคดีแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่โจทก์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ) เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีอำนาจฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562)
ถอดรหัสคดี "สว. สำรอง" ฟ้อง กกต.
คดีที่ สว. สำรอง ยื่นฟ้อง กกต. และศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:
• ความเสียหายที่ยังไม่ "ประจักษ์": ในขณะนั้น ศาลมองว่าการฟ้องเรื่อง "กกต. ไต่สวนล่าช้า" ยังไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง เพราะยังไม่ชัดเจนว่าหากไต่สวนเร็วขึ้น โจทก์จะได้เลื่อนลำดับขึ้นมาแทน สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้วหรือไม่
ปัญหาข้อนี้ ก็อาจโต้แย้งได้ว่า ศาลกำหนดขอบเขตที่จะชี้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงหรือไม่ แคบเกินไป เพราะในการเลือก สว. นั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้เป็นผู้ไปกาบัตรเลือก แต่กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเอง ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จึงถูกจำกัดให้น้อยลงโดยสภาพ ดังนั้น หากศาลกำหนดขอบเขตของบุคคลที่จะได้รับความเสียหายให้กว้างขึ้น อย่างน้อย สว. สำรองก็ควรอยู่ในข่ายที่เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง มิฉะนั้น ก็ยากที่จะตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ได้สำเร็จ
• ปัญหาจากการสั่งให้แก้ฟ้อง: แม้ศาลจะมีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ฟ้อง (ตามมาตรา 15) เพื่อความชัดเจน แต่การสั่งหลายครั้งและใช้เวลานานในชั้นตรวจคำฟ้อง ก่อนจะจบลงด้วยการยกฟ้องเพราะเหตุ 'ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยครง' ย่อมสร้างคำถามถึงความล่าช้าในเชิงกระบวนการ
แต่หากศาลสั่งประทับฟ้อง จะทำ สว. สำรอง ซึ่งเป็นให้โจทก์สามารถขอให้ศาลเรียกเอกสารหลักฐานจาก กกต. มาตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความจริงก่อนที่ปัญหาจะบานปลายได้
และพลเมืองไทยจะได้รู้ว่า เหตุใดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปผลสอบกรณีการฮั้วเลือก สว. ปี 2567 โดยมีมติส่งเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งสิ้น 229 คน
แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน ส่วนอีก 91 คน เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และสมาชิกพรรค ไม่มีมูลความผิด
ฉากทัศน์ถัดไป: เมื่อ "มติ กกต. ชุดใหญ่" สวนทางกับความจริง?
ประเด็นร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น คือหากในเร็ววันนี้ บอร์ด กกต. พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดี "ไม่มีมูล"
สถานะของ สว. สำรอง จะเปลี่ยนไปทันที:
เมื่อ กกต. มีมติ "ปิดประตู" การตรวจสอบการฮั้วกันเลือก สว. ซึ่งจะมีสว. จำนวนมากถึง 138 คน จากจำนวนทั้งหมด 200 คน คิดเป็น 70 % ที่จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. สำรองทุกคนซึ่งเป็นผู้เลือก สว. กันเอง น่าจะเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงที่ะฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ สอดคล้องกับหลัก “สิทธิฟ้องคดีโดยพลเมือง" (Citizen Suit) ในกรณีเช่นนี้ ศาลสถิตยุติธรรมจึงน่าจะเป็นองค์กรสุดท้ายที่จะชี้ขาดปัญหานี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประเทศได้"
สรุป คดีอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้รัฐฟ้องรัฐเสมอไป หากประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ "ความยุติธรรม" ยังมีช่องทางให้เราเดินไปหาเสมอ แม้ว่าทางเดินนั้นจะเต็มไปด้วยอุปสรรคทางเทคนิคกฎหมายก็ตาม"