xs
xsm
sm
md
lg

ทำความรู้จัก UNCLOS ‘ธรรมนูญใต้สมุทร’ กุญแจดอกสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกม MoU 44 ที่พาไทยสู่กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เจาะลึกเบื้องหลัง MoU 44 ผ่านเลนส์กฎหมายทะเลโลก UNCLOS ทำไมการเดินออกจากข้อตกลงทวิภาคีถึงเป็น 'ดาบสองคม' ที่น่ากลัวกว่าที่คิด? ทำความรู้จักกลไก 'คนกลางสากล' และ 'เส้นมัธยะ' เดิมพันครั้งใหญ่ที่อาจชี้ชะตาขุมทรัพย์พลังงานในอ่าวไทย และอธิปไตยของชาติที่ไม่อาจย้อนกลับได้

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องที่กำลังร้อนแรงให้รัฐบาลไทยยกเลิก MoU 44 (บันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา) เพื่อป้องกันการเสียดินแดน ล่าสุดนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและกฎหมายทางทะเลได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า การเดินออกจากข้อตกลงทวิภาคีนี้อาจเป็น "ดาบสองคม" ที่ย้อนกลับมาทำร้ายไทยเสียเอง โดยมีกติกาสากลอย่าง UNCLOS เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ "เลือกไม่ได้"

รู้จัก UNCLOS 'ธรรมนูญใต้สมุทร' กุญแจสำคัญในเกมการเมืองทะเล

เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea) หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะ "กฎหมายแม่บท" ของโลกที่ตั้งขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งในการลากเส้นแบ่งน่านน้ำและทรัพยากร เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น UNCLOS ได้กำหนดสิทธิพื้นที่ทางทะเลไว้ 3 ระดับหลัก ได้แก่

• 12 ไมล์ทะเล (ทะเลอาณาเขต): เปรียบเสมือน "รั้วบ้าน" ที่รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตยสูงสุดดั่งเช่นบนพื้นดิน

• 200 ไมล์ทะเล (เขตเศรษฐกิจจำเพาะ): เปรียบเสมือน "ที่ทำกิน" ที่รัฐชายฝั่งมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการทำประมง หรือขุดเจาะน้ำมัน

• ไหล่ทวีป: พื้นดินใต้ผืนน้ำที่ทอดยาวออกไปจากชายฝั่ง ซึ่งมักเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กักเก็บทรัพยากรพลังงานมหาศาล

จากกลไก "คุยกันเอง" สู่ความเสี่ยง "สมานฉันท์ภาคบังคับ"

ตามปกติเมื่อเกิดกรณีที่สองประเทศลากเส้นทับซ้อนกัน UNCLOS ได้เปิดทางออกไว้หลายระดับ ซึ่ง MoU 44 จัดอยู่ในรูปแบบของการ เจรจากันเอง (Bilateral) คือการที่ไทยและกัมพูชาทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อหาข้อยุติแบบทวิภาคี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงออกมาเตือนคือ หากไทยตัดสินใจ "ยกเลิก" MoU 44 กัมพูชาอาจใช้สิทธิทางกฎหมายยกระดับข้อพิพาทเข้าสู่กลไกที่เรียกว่า "กระบวนการสมานฉันท์ภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ทันที กลไกนี้คือการดึง "คนกลาง" จากนานาชาติเข้ามาพิจารณาและขีดเส้นแบ่งเขตแดนให้ใหม่ ซึ่งจุดตายคือ ประเทศไทย "ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ" การเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว

เดิมพันที่ต้องวัดดวงกับ "เส้นมัธยะ"

หากสถานการณ์บานปลายไปสู่การใช้คนกลางเข้ามาตัดสิน ความเสี่ยงสูงสุดของไทยคือบรรทัดฐานของคณะกรรมการกลางตามหลัก UNCLOS มักจะยึดการลาก "เส้นมัธยะ" (Median Line) หรือการแบ่งครึ่งระยะห่างจากชายฝั่งของทั้งสองประเทศให้ยุติธรรมที่สุด ซึ่งการปล่อยให้กลไกนี้เข้ามาทำงานแทนการเจรจา อาจเป็นผลลัพธ์ที่ไทยไม่สามารถกำหนดทิศทางได้เอง และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยรวมถึงขุมทรัพย์ทรัพยากรใต้ทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การตัดสินใจเกี่ยวกับชะตากรรมของ MoU 44 ในวันนี้ จึงไม่ได้มีเพียงแค่มิติของการเดินหน้าหรือยกเลิก แต่ยังต้องประเมินอย่างรอบคอบถึงก้าวต่อไปบนกระดานกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าประเทศไทยพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจต่อรอง แล้วให้คนกลางเข้ามาตัดสินชะตากรรมอ่าวไทยแล้วหรือไม่