xs
xsm
sm
md
lg

จ.เลยเดินหน้ายกระดับเมล็ดกาแฟสู่มาตรฐานสากล เชิญกูรูจากท่าวังผาเมืองน่านเวิร์กชอปเข้ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เลย- จ.เลยเดินหน้ายกระดับคุณภาพเมล็ดกาแฟ สร้างแบรนด์กาแฟจังหวัดเลยให้เป็นที่ยอมรับและขายได้อย่างยังยืน เชิญกูรูด้านกาแฟจาก อ.ท่าวังผา จ.น่านมาทดสอบชิมกาแฟของเกษตรกร 20 ตัวอย่าง เผยกาแฟเมืองเลยมีพื้นฐานรสชาติที่ดี แต่ต้องปรับกระบวนการผลิตใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ปัจจุบันมีเกษตรกรชาวเลยปลูกกาแฟ 239 ครัวเรือนรวม 2158 ไร่ กำลังผลิตแค่ 500 ตัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านกาแฟ Noob coffee ข้างมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นายนคร บุตรดีวงศ์ พาณิชย์จังหวัดเลย สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ร่วมรับชมการประกวดเมล็ดกาแฟของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเลย ซึ่งทางจังหวัดได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินคุณภาพกาแฟ (Q Grader) เข้าร่วมประเมินกาแฟโรบัสต้าของเกษตรกรในพื้นที่ จำนวนทั้งสิ้น 20 ตัวอย่าง เพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณภาพกาแฟของตนเอง พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพกาแฟให้ได้มาตรฐานสากล

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญได้ทำการประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟสาร (Green Bean) ในขั้นตอน Green Grading ซึ่งเป็นกระบวนการคัดแยกและตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของเมล็ดกาแฟ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการคั่วและการประเมินรสชาติ ตลอดจนมีการประเมินคุณภาพกาแฟด้วยวิธี Cupping หรือการชิมกาแฟ เพื่อวิเคราะห์และให้คะแนนคุณภาพในด้านต่าง ๆ ของกาแฟแต่ละตัวอย่าง โดยทุกกระบวนการ ทั้งขั้นตอน Green Grading และ Cupping ได้ดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลการประเมินมีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพกาแฟของเกษตรกรในจังหวัดเลยได้อย่างเป็นรูปธรรม


นายภูวนาท เจริญรัตนนุกุล ผู้เชี่ยวชาญและผู้คัดเลือกกาแฟพิเศษ จากชมรมกาแฟพิเศษบ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา จ.น่าน กล่าวว่า จากการประเมินคุณภาพกาแฟจังหวัดเลย 20 ตัวอย่างที่ส่งเข้ามาให้ทดสอบ พบว่า กาแฟของจังหวัดเลยมีต้นทุนที่ดีมาก พื้นฐานของรสชาติมีศักยภาพสูง ดินดี แต่ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาต่อยอดได้ใน 2 มิติ คือ 1.การแปรรูป ปัจจุบันยังขาดความหลากหลาย ส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบเดิมๆ ทำให้รสชาติไม่โดดเด่นเท่าที่ควร 2. การจัดการสวน บางรายยังพบปัญหาเรื่องการดูแลรักษาต้นกาแฟและพื้นที่ปลูกที่ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลต่อคุณภาพสารกาแฟ

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ได้มีข้อแนะนำเพื่อยกระดับสู่กาแฟคุณภาพพิเศษ และสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น ประกอบด้วย 1.ศึกษาการแปรรูปให้หลากหลาย อย่าหยุดแค่การทำแบบเดิม ลองเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ เช่น Honey Process หรือ Natural Process รวมถึงการควบคุมการหมัก เพื่อสร้างโปรไฟล์รสชาติที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์

2. ใส่ใจการดูแลสวน ไร่ คุณภาพกาแฟเริ่มตั้งแต่ต้นทาง การบำรุงดิน การตัดแต่งกิ่ง และการเก็บเกี่ยวเฉพาะผลที่สุกเต็มที่ จะช่วยให้รสชาติกาแฟคงที่และดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และ 3. สร้างความยั่งยืนด้านรสชาติ หากดูแลสวนได้ดีและแปรรูปเป็น จะทำให้ต้นกาแฟให้ผลผลิตที่มีคุณภาพยาวนาน เป็นการสร้างต้นทุนที่แข็งแกร่งให้กับตัวเกษตรกรเองในระยะยาว


ด้านนายประยูร อรัญยุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการตลาด ปัจจุบัน กาแฟมีดีมานด์สูง แต่ซัพพลายยังขาดเมล็ดกาแฟในพื้นที่จังหวัดเลยอีกมาก จากตัวเลขสถิติสะท้อนให้เห็นว่ากาแฟจังหวัดเลยเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตไกล แต่การผลิตยังไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด พื้นที่ปลูกปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 2,158 ไร่ จำนวน 239 ครัวเรือน มีกำลังการผลิตทั้งหมดเพียง 500 ตัน ในขณะที่ตลาดโรงงานมีความต้องการสูงถึง 1,700 ตัน ยังมีส่วนต่างความต้องการผลผลิตเพิ่มอีกกว่า 1,200 ตัน หรือประมาณ 29.41 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ จังหวัดเลยจึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟมาทำ workshop แนวทางการพัฒนาคุณภาพ มาให้ความรู้และทำ Cupping หรือการทดสอบชิม เพื่อวิเคราะห์คุณภาพเมล็ด เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก โดยเน้นย้ำเรื่อง มาตรฐานการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ไปจนถึงการดูแลรักษา การแก้ปัญหาคุณภาพ การระวังเรื่องเชื้อรา ตัวมอดในเมล็ดกาแฟ หรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ของเมล็ดกาแฟที่ส่งผลต่อรสชาติ และการยกระดับ มุ่งเป้าให้เมล็ดกาแฟของจังหวัดเลยได้มาตรฐานสากล




 3 ยุทธศาสตร์หลักแนวทางการพัฒนาเมล็ดกาแฟให้มีคุณภาพแบบยั่งยืนของนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย คือเรื่องของ "ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ" ต้นน้ำคือส่งเสริมการปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ และการดูแลสวนให้ได้คุณภาพและปริมาณ กลางน้ำ คือการพัฒนาเรื่องการแปรรูป การตาก การบ่ม ไปจนถึงการคั่วที่ได้มาตรฐาน และปลายน้ำ หมายถึงการตลาด การสร้างแบรนด์ "กาแฟจังหวัดเลย" และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภค

นายประยูร กล่าวต่ออีกว่า หัวใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ "การเปลี่ยนจากการปลูกแบบเดิม สู่การผลิตเชิงคุณภาพที่ตลาดต้องการ" หากเกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพเมล็ดให้ได้ตามมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ จะไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตไม่พอขาย แต่ยังเป็นการสร้าง "รายได้ที่มั่นคง" และยกระดับอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในจังหวัดเลยให้เติบโตอย่างยั่งยืน