สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เตือนวิกฤต Climate Change รุนแรงผันผวนสูง ชี้ช่วงเปลี่ยนฤดูกาลไทยเผชิญทั้ง "ภาวะโลกเดือด" และ "พายุฤดูร้อน" มาพร้อมลมกระโชกแรง-ฝนตกหนัก ห่วงกลุ่มแรงงานทำงานกลางแจ้งแบกรับความเสี่ยงสองต่อ ทั้งความร้อนสะสมและอันตรายจากพายุ เรียกร้องทุกภาคส่วนยกระดับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยด่วน
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพอากาศไทยเข้าสู่ภาวะสุดขั้วอย่างชัดเจน เราเห็นอุณหภูมิที่พุ่งสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส สลับกับพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ซึ่งผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "แรงงานนอกระบบ" ในพื้นที่เมืองที่มีสัดส่วนสูงถึง 30-35% โดยเฉพาะกลุ่มทำงานกลางแจ้งที่นอกจากจะเสี่ยงต่อโรคจากความร้อนแล้ว ปัจจุบันยังต้องเผชิญกับอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้น
ดร.วิจารย์กล่าวว่า จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง พบว่ามี 9 อาชีพกลางแจ้ง ที่ต้องเผชิญอันตรายสูงสุดท่ามกลางพายุฤดูร้อนและอากาศแปรปรวน ได้แก่
1.แรงงานก่อสร้างและรับจ้างทั่วไป: เสี่ยงจากโครงสร้างนั่งร้านหรือป้ายโฆษณาถล่มจากลมกระโชกแรง รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่าในพื้นที่โล่ง
2.ไรเดอร์ส่งอาหารและวินจักรยานยนต์: เผชิญความเสี่ยงจากถนนลื่น ทัศนวิสัยต่ำขณะฝนตกหนัก และอันตรายจากต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าล้มทับ
3.ช่างซ่อมบำรุง (ไฟฟ้า/สายสื่อสาร): กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เรื่องไฟฟ้าช็อต ไฟฟ้ารั่ว และอันตรายจากการพลัดตกจากที่สูงเนื่องจากแรงลม
4.พนักงานกวาดถนนและเก็บขยะ: เสี่ยงต่อเชื้อโรคที่มากับน้ำท่วมขัง อุบัติเหตุจากรถเฉี่ยวชนขณะฝนตกหนัก และปัญหาสุขภาพจากความชื้นแฉะสะสม
5.พ่อค้าแม่ค้าสตรีทฟู้ด: เสี่ยงจากความเสียหายของแผงค้าและเต็นท์โครงสร้างชั่วคราว รวมถึงอันตรายจากการใช้แก๊สและเครื่องใช้ไฟฟ้ากลางฝน
6.ตำรวจจราจร: ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางลมแรงและฝนตกหนัก เสี่ยงต่อการถูกวัตถุปลิวจากลมพายุและฟ้าผ่าบริเวณสี่แยก
7.เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.): โดยเฉพาะที่ประจำการในป้อมยามที่ไม่มั่นคงแข็งแรง หรือต้องอำนวยความสะดวกในลานจอดรถโล่งแจ้งขณะเกิดพายุ
8.พนักงานจดหน่วยมิเตอร์ (ไฟฟ้า/ประปา): เสี่ยงต่อการติดเกาะท่ามกลางพายุขณะตระเวนทำงาน และอันตรายจากสัตว์มีพิษที่หนีน้ำขังตามบ้านเรือน
9.พนักงานดูแลพื้นที่สีเขียวและตัดต้นไม้: เสี่ยงจากกิ่งไม้ใหญ่หักโค่นและอันตรายจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้ากลางแจ้งในช่วงอากาศแปรปรวน
"สิ่งที่น่ากังวลคือแรงงานเหล่านี้มักไม่มีทางเลือกในการหยุดงาน แม้สภาพอากาศจะเข้าขั้นวิกฤต เพราะการหยุดงานหมายถึงการขาดรายได้ ทำให้พวกเขาต้องฝืนทำงานท่ามกลางพายุ ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ Climate Change เข้ามาตอกย้ำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น" ดร.วิจารณ์กล่าว
ดร.วิจารณ์กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างระบบรองรับแรงงานในยุคโลกเดือดและพายุสุดขั้ว TEI ขอเสนอ 3 แนวทางปฏิบัติ "ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด" ต่อภาครัฐและเอกชน ดังนี้
1.ยกระดับนโยบายความปลอดภัยจากสภาพอากาศสุดขั้ว: กำหนดเกณฑ์ปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น มาตรการหยุดงานชั่วคราวเมื่อมีการเตือนภัยพายุระดับรุนแรง โดยมีระบบสวัสดิการชดเชยรายได้หรือการประกันภัยอุบัติเหตุจากภัยธรรมชาติที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ
2.อุดหนุนโครงสร้างพื้นฐานและจุดพักพิง: พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็น "จุดหลบภัยพายุ" (Storm Shelter) ที่แข็งแรง ปลอดภัยจากฟ้าผ่า และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม (เช่น ชุดกันฝนสะท้อนแสง อุปกรณ์กันไฟฟ้ารั่ว) ให้แก่กลุ่มอาชีพเสี่ยง
3.ระบบเตือนภัยล่วงหน้าเชิงรุก (Early Warning): พัฒนาการสื่อสารข้อมูลสภาพอากาศที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงกลุ่มแรงงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลี่ยงความเสี่ยงได้ทันท่วงที
“สถิติความรุนแรงของลมพายุและอุณหภูมิที่พุ่งสูงในปัจจุบัน ยืนยันว่าการปล่อยให้แรงงานเผชิญชะตากรรมตามลำพังไม่ใช่คำตอบ นโยบายการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ต้องถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตอากาศสุดขั้วไปได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย เพราะในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ ที่จะสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตนี้ได้อย่างเท่าเทียม" ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย” ดร.วิจารย์ กล่าว