ที่ประชุมซัมมิตอาเซียนที่กำลังมาถึง เตรียมจัดขึ้นท่ามกลางความผิดหวังมากขึ้นของบรรดาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีต่อสหรัฐฯ ตามรายงานของ Foreign Policy เว็บไซต์ข่าวสัญชาติอเมริกา ในขณะที่ประเทศต่างๆในภูมิภาค โยงนโยบายต่างๆของวอชิงตันที่มีต่ออิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ ต่อวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ
การประชุมซัมมิตสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี(7พ.ค.) และวันศุกร์(8พ.ค.) ในเมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในสิ่งที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ให้คำจำกัดความว่าเป็นการ "ประชุมเรียบง่าย" มุ่งเน้นส่วนใหญ่ไปที่แรงกดดันทางพลังงานและเศรษฐกิจ
ตามรายงานข่าวของ Foreign Policy ระบุว่าความรู้สึกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง หลังเขากลับสู่ทำเนียบขาวในปี 2024 จากเดิมที่หลายชาติในภูมิภาค มีมุมมองต่อเขาค่อนข้างเป็นบวก
รายงานข่าวเน้นว่าการที่สหรัฐฯโจมตีอิหร่าน และความตึงเครียดที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆในช่องแคบฮอร์มุซ ถูกมองจากบรรดาชาติต่างๆในอาเซียน ว่ากำลังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเศรษฐกิจของของพวกเขา เนื่องจากภูมิภาคแถบนี้พึ่งพาอุปทานพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียเป็นอย่างมาก
ในรายงานระบุต่อว่ามาตรการรีดภาษีของสหรัฐฯ ที่นำมาใช้ในปี 2025 และวิกฤตเชื้อเพลิงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้บรรดาบุคลทรงอิทธิพลในภูมิภาคมีความนิยมชมชอบจีนเหนือสหรัฐฯ อ้างอิงการเปรียบเทียบกับผลโพลที่ทำการสำรวจก่อนหน้าสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์
Foreign Policy รายงานด้วยว่าบรรดาชาติต่างๆในอาเซียนกำลังมุ่งหน้าสู่ความเป็นปรปักษ์กับวอชิงตันมากขึ้น โดยบางประเทศในภูมิภาคกล่าวโทษสหรัฐฯต่อการซ้ำเติมวิกฤต ด้วยการใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน
เดิมทีผู้คนบางส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า ทรัมป์ อาจเป็นนักแทรกแซงน้อยกว่าอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่รายงานล่าสุดเผยให้เห็นว่ามุมมองดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งที่วาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์เพิ่งผ่านไปแค่ปีกว่าๆ เนื่องจากอาเซียนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายต่างๆของสหรัฐฯอย่างหนักหน่วง
เว็บไซต์ข่าวสหรัฐฯแห่งนี้ รายงานอ้างความเห็นของรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ที่บอกว่า "สงครามไม่ควรเกิดขึ้น" และอเมริกาไม่ได้มอบความช่วยเหลือใดๆแก่ไทยเลย ในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
บรรดารัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนเผยแพร่ถ้อยแถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงความกังวลใหญ่หลวงเกี่ยวกับความปั่นป่วนในเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งสำคัญคิดเป็นสัดส่วน 20% ของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโลก และเรียกร้องให้มีความพยายามจำกัดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความตึงเครียดในเอเชียใต้
ในถ้อยแถลงร่วม สภาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุว่า "เรากังวลอย่างยิ่งว่าความปั่นป่วนในปัจจุบันในเส้นทางเดินเรือสำคัญ โดยเฉพาะในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวอันสำคัญ กว่า 80% มีจุดหมายปลายทางสู่เอเชีย กำลังก่อความเสี่ยงอย่างรุนแรงแก่ความมั่นคงทางพลังงานของโลก โหมกระพือความผันผวนอย่างต่อเนื่องในราคาน้ำมันและแอลเอ็นจี รวมถึงค่าขนส่ง ค่าประกันและค่าโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว"
บรรดารัฐมนตรีอาเซียนระบุต่อว่า "ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อระบบอาหาร ในนั้นรวมถึงค่าปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นและความเป็นไปได้ที่จะเกิดความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย" พร้อมระบุ "ต้นทุนค่าครองชีพกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วภูมิภาค โดยที่ครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็ก ได้รับผลกระทบมากที่สุด"
รายงานบอกต่อว่าอาเซียนเน้นย้ำ "ความมุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้าที่ไม่จำเป็นและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร โดยเฉพาะกับผลผลิตทางอาหารและพลังงาน ระหว่างช่วงเวลาแห่งวิกฤต และหาทางคงให้โครงสร้างพื้นฐานทางการค้า อย่างเช่นชายแดนทางบวก สนามบินและท่าเรือทะเล ยังคงสามารถเปิดทำการได้ต่อไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งกระแสสินค้าที่จำเป็น"
"ทางกลุ่มเน้นย้ำเกี่ยวกับข้อเสนอให้ศึกษาสต๊อกน้ำมันในภูมิภาคและเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือมากขึ้นกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความเข้มแข็งแก่ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในภูมิภาค" ถ้อยแถลงกล่าว
(ที่มา:Foreign Policy/อัลมายาดีน)