ศูนย์ข่าวศรีราชา- ไร้เงา" น.ส.ส้ม"พี่เลี้ยงเด็ก เข้ารับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีความผิดฐาน “พรากผู้เยาว์” ปมสลับตัวเด็กหญิงวัย 3 ขวบให้แม่วัย 27ปีเลี้ยงโดยไม่รู้ว่าไม่ใช่ลูกของตนเอง ส่วนลูกแท้จริงยังไม่รู้ชะตากรรม
จากเหตุการณ์คุณแม่วัย 27ปี ได้ร้องเรียนต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ให้ช่วยตามหาลูกสาวซึ่งถูกพี่เลี้ยงสลับตัวไปให้คนอื่น และนำลูกคนอื่นมาให้ตนเองเลี้ยงเป็นเวลานานถึง 3 ปี โดยพี่เลี้ยงอ้างว่าลูกสาวแท้ๆ ของตนเอง ได้ถูกส่งให้ 2 ผัวเมียชาวเมียนมา นำไปเลี้ยงดู เหตุเกิดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา
และเมื่อรู้ความจริวตนเองได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เพื่อให้ดำเนอนคดีกับพี่เลี้ยงคือ น.ส.ส้ม และขอให้ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เร่งติดตามหาลูกสาววัย 3 ขวบ ที่หายตัวไปเพราะเกรงว่าอาจเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์นั้น
วันนี้ (8 พ.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในคดีดังกล่าวว่า เมื่อเวลา 09.20 น.ที่ผ่านมา ทีมงานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อม น.ส.จอย แม่เด็กวัย 3 ขวบที่ยังไม่ทราบชะตากรรมได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดพัทยา เพื่อรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดี “พรากผู้เยาว์” ที่นางวิชุดา หรือ “ส้ม” สัจจะ อายุ 32 ปี พี่เลี้ยงวัย 32 ปีที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาสลับตัวเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารก
ซึ่งฝ่ายผู้เสียหายเดินทางมาศาลตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ยังไม่พบตัวจำเลยเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด
ส่วน นางวิชุดา หรือ “ส้ม” ที่ถูกกล่าวหาว่านำเด็กหญิงตัวจริงไปสลับตัว กับนำเด็กหญิงอีกคนเพื่อนำมาส่งคืนให้ผู้เป็นแม่ ตั้งแต่เด็กมีอายุได้เพียง 5 เดือน กลับไม่ปรากฏตัวที่ศาลจังหวัดพัทยา
โดยมีรายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นางวิชุดา ในคดีดังกล่าว แต่จำเลยได้รับการประกันตัวและอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ ซึ่งการนัดฟังคำพิพากษาวันนี้พบเพียงตัวฝ่ายผู้เสียหายที่เดินทางมานังศาลจังหวัดพัทยาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทีมงานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ให้ข้อมูลว่าไม่เคยได้รับการติดต่อจากฝั่งผู้ต้องหา และคาดว่าจะมีความชัดเจนตามขั้นตอนของศาลฯ ภายหลังการพิจารณาคดีอุทธรณ์ต่อไป