คณะทำงานร่วมภาคประชาชน ยื่น รมว.พลังงาน หยุดเก็บเงินส่วนลดราคาน้ำมันเข้ากองทุน นำมาปรับลดราคาขายปลีกโดยตรง พร้อมชะจ่ายหนี้โรงกลั่น 20,000 ล้านบาทแก่โรงกลั่น เลิกจำหน่ายน้ำมัน B20 และ E20 ชั่วคราว พร้อมเสนอแก้ปัญหาที่มีผลต่อโครงสร้างไฟฟ้าก่อนใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ขอให้ดำเนินการตามข้อเสนอภายใน 7 วัน
วันนี้ (8 พ.ค. 2569) ที่กระทรวงพลังงาน คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน ได้ยื่นหนังสือถึงนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานเร่งด่วน โดยมีเนื้อหา ดังนี้
ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีคำสั่งกระทรวงพลังงานที่ 10/2569 ลงวันที่ 22 เมษายน 2569 แต่งตั้งผู้แทนของสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีกจำนวน 12 คนเป็นคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชนนั้น
ก่อนการประชุมคณะทำงานที่จะจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะทำงานฯ ภาคประชาชนมีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนจะเรียนท่านรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในข้อเสนอ 8 ข้อเพื่อการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมโดยเป็นการลำดับความสำคัญก่อนหลัง ดังนี้
คณะทำงานฯ ภาคประชาชนมีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนจะเรียนท่านรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในข้อเสนอ 8 ข้อเพื่อการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมโดยเป็นการลำดับความสำคัญก่อนหลัง ดังนี้
1 ประเด็นน้ำมันเชื้อเพลิง : เนื่องจากโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันทำให้ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำไรส่วนเกินจากลาภลอยค่าการกลั่นในสัดส่วนที่สูงมาก ดังตัวเลขค่าการกลั่นเฉลี่ยสิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร และ 30 เมษายน 2569 ค่าการกลั่นเฉลี่ยเท่ากับ 11.81 บาทต่อลิตร ในขณะที่ค่าการกลั่นในภาวะปกติไม่เกินลิตรละ 2 บาท ทำให้ราคาน้ำมันแพงจากกำไรส่วนเกินเหล่านี้ ส่งผลต่อราคาสินค้า และค่าขนส่งทั้งระบบสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพประชาชนทั้งประเทศ คณะทำงานฯ ภาคประชาชนจึงมีข้อเสนอให้
1.1 หยุดเก็บเงินส่วนลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงนี้ โดยให้นำส่วนลดราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์มาลดราคาขายปลีกก่อนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า และค่าครองชีพประชาชน เนื่องด้วยเพราะยังมีผู้กักตุนน้ำมันและผู้ได้ประโยชน์เกินสมควรเอาเปรียบผู้ใช้น้ำมันอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มทุนพลังงานผู้ที่ได้ประโยชน์เกินสมควรในช่วงเวลาที่ผ่านมาควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ใช่ผลักความรับผิดชอบมาให้ผู้ใช้น้ำมันก่อนในภาวะที่เป็นวิกฤต
1.2 การที่ท่านรัฐมนตรีมีการกู้เงิน 20,000 ล้านบาทเพื่อจ่ายหนี้ให้โรงกลั่นน้ำมันนั้น คณะทำงานฯ ภาคประชาชนมีข้อเสนอว่า ควรระงับการจ่ายหนี้ไว้ก่อน จนกว่าจะมีการเคลียร์หนี้สินที่เกิดจากกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นนั้นให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ไม่ควรมีการจ่ายเงินเพื่อให้ใครได้รับประโยชน์ โดยยังไม่ได้ตรวจสอบ
1.3 ยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันบี 20 และ อี 20 ในระหว่างช่วงวิกฤต เนื่องจากต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยสูงถึงลิตรละ 6.46 บาท และ 3.18 บาททำให้เป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหากหยุดการชดเชยน้ำมันชีวภาพในช่วงภาวะวิกฤตน้ำมันแพง จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เท่ากับว่าจะลดภาระประชาชนได้มาก
1.4 เร่งดำเนินการเรียกเก็บเงินกำไรส่วนเกินจากลาภลอยค่าการกลั่นและกำไรจากการกักตุนน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แทนการเรียกเก็บจากประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตนี้
2. ประเด็นราคาค่าไฟฟ้า : คณะทำงานภาคประชาชน มีข้อเสนอให้ดำเนินการดังนี้
2.1 ก่อนการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าใหม่แบบขั้นบันไดสำหรับครัวเรือน ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในเชิงโครงสร้างก่อน โดย ก) ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติทุก 5 ปีของส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) พร้อมเจรจาปรับลดค่า Adder ของโรงไฟฟ้าเดิมที่ยังมีอายุสัญญาอยู่ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ซึ่งจะลดค่าไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย ตามประมาณการของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ข) เจรจาปรับลดค่าความพร้อมจ่าย (Available Payment : AP) หรือยืดเวลาในการจ่ายออกไป เพื่อนำส่วนลดทั้งสองรายการดังกล่าวมาหักลบค่าไฟฟ้า แล้วจึงนำมาคำนวณค่าไฟฟ้าใหม่ตามอัตราขั้นบันได
2.2 ในการส่งเสริมการติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (โซลาร์รูฟทอฟ) เพื่อลดค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือน ให้ ก) ภาคครัวเรือนสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟทอปขนาดกำลังการผลิตไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยใช้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (Net-Metering) ภายใต้สัญญาอย่างน้อย 5 ปี และ ข) ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟทอปขนาดกำลังการผลิตระหว่าง 5 - 10 กิโลวัตต์ ในระบบขายไฟฟ้าคืน (Net-Billing) ภายใต้สัญญา 25 ปี
ข้อเสนอทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อเรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีโปรดพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นระยะแรกในข้อเรียกร้องทั้ง 8 ข้อ เพื่อให้การดำเนินงานมีสัมฤทธิผลตามลำดับเรื่องสำคัญก่อนหลัง
นอกจากนี้ คณะทำงานร่วมฯ ภาคประชาชน ได้ยื่นหนังสือขอข้อมูลเพื่อประกอบการดำเนินงานของคณะทำงานฯ ดังนี้
1.ใบนำเข้าน้ำมันดิบ CIF Bangkok ของทุกโรงกลั่น เพื่อให้สามารถทราบราคานำเข้าจริงเปรียบเทียบกับราคาจากตลาดดูไบ
2.ใบขนส่งน้ำมันที่แสดงราคาซึ่งโรงกลั่นขายให้ผู้ค้ามาตรา 7 ทุกราย
3.ใบขนส่งน้ำมันที่แสดงราคาที่ผู้ค้ามาตรา 7 ขายให้สถานีบริการน้ำมัน
4.ค่า yield และ Spread คำนวณเป็น บาท/ลิตร ของน้ำมันแต่ละประเภทที่กลั่นได้ ของแหล่งน้ำมันที่ประเทศไทยได้เคยใช้จริง ได้แก่ น้ำมันดิบดูไบ Murban โอมาน ฯลฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จนถึงปัจจุบัน พร้อมราคาน้ำมันดิบของแต่ละแหล่ง
5.ข้อมูลรายได้จากการกลั่นน้ำมัน กำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิของโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง และค่าการกลั่นต่อลิตร ทุกไตรมาสย้อนหลัง 3 ปี
6.ให้เปิดเผยข้อมูลตารางต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ตารางส้ม) ที่รวมราคาน้ำมันชีวภาพที่ใช้ผสม (เอทานอลและไบโอดีเซล บี100) ต่อสาธารณะ
7.ให้เปิดเผยข้อมูลราคาปิดของน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ใช้อ้างอิงราคาตลาดสิงโปร์ทุกประเภท เป็นรายวันต่อสาธารณะ
8.ให้เปิดเผยข้อมูลประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยละเอียดในรูปแบบการนำเสนอแบบเดิม ที่มีการแสดงภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการอุดหนุนข้ามประเภทต่อสาธารณะ