ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการบุกทลายโกดังบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ย่านประเวศ ยึดของกลางกว่า 200,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมจับผู้ต้องหาเครือข่ายขายออนไลน์ผ่านไลน์แอด “Heaven” รวม 10 ราย เตรียมขยายผลเอาผิดทั้งขบวนการ เดินหน้าใช้มาตรการฟอกเงินตัดวงจร
วันนี้ (8 พ.ค.) พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร.) ลงพื้นที่ติดตามผลปฏิบัติการตรวจค้นโกดังบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ในพื้นที่เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร หลังเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ได้มากกว่า 200,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท พร้อมรถยนต์ 3 คัน และจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 10 ราย
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ศปบย.ตร., กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2), กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกรมศุลกากร หลังสืบสวนขยายผลจากเครือข่ายขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ผ่านไลน์แอดชื่อ “Heaven” ก่อนนำไปสู่การตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าและขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในคอนโดย่านสุขุมวิท
จากการตรวจค้น พบของกลางจำนวนมหาศาล ทั้งบุหรี่ไฟฟ้า อุปกรณ์บรรจุสินค้า คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์บิลจัดส่งพัสดุ รวมถึงรถตู้และรถกระบะตู้ทึบที่ใช้ขนส่งสินค้า พร้อมป้ายทะเบียนสำหรับสับเปลี่ยนหมายเลข โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมีทั้งชาวไทยและชาวลาว ซึ่งบางรายมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่ใช้รับเงินจากการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหาชายไทย ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ พบหลักฐานการสนทนาซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและพัสดุที่เตรียมจัดส่งให้ลูกค้าอีกจำนวนหนึ่ง
พล.ต.อ.นิรันดร เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกฐานความผิด ทั้งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ศุลกากร และเตรียมนำมาตรการตามกฎหมายฟอกเงินมาใช้กับเครือข่ายดังกล่าวด้วย พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะการลักลอบจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์
พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมเปิดช่องทางแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Police Care ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายผิดกฎหมายทั่วประเทศ