ศูนย์ข่าวศรีราชา - “บิ๊กต่าย” สั่งสอบทุกมิติชาวจีนสร้างอู่สงครามใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หวั่นกระทบความมั่นคง พบมีทั้งมีพาสปอร์ตจีนและกัมพูชา ซ้ำยังมีเลขบัตร ปชช.ในไทยรวมทั้งชื่อในทะเบียนบ้านที่ กทม.ย้ายไปจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เข้า-ออกไทยกว่า 6 ปี เตรียมเชิญสถานฑูตจีนร่วมสอบสวน
วันนี้ (9 พ.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีนซึ่งขับรถยนต์เก๋งประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่การดูแลของ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และยังพบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีนอยู่ภายในรถ ก่อนจะถูกคุมตัวไปค้นบ้านพักภายในซอยห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จนเจออาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดแบบสังหารบุคคลและแบบขว้าง รวม 10 ลูก รวมทั้งวัตถุประกอบวัตถุระเบิดและน้ำมันอีกเป็นจำนวนมาก
และเชื่อได้ว่าน่าจะเตรียมก่อวินาศกรรม หลังพบเสื้อเกราะกันกระสุนสภาพถูกติดตั้งระเบิดซีโฟร์และยังมีระเบิดถูกติดตั้งระบบพร้อมใช้งานคล้ายกับระเบิดพลีซีพ
รวมทั้งหลักฐานเด็ดเป็นคลิปวิดีโอในโทรศัพท์มือถือที่มีทั้งภาพการฝึกยิงอาวุธสงครามในค่ายองครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน(BHQ) และการใช้งานพูดคุยกับแอปพลิเคชัน แชท GPT เพื่อสอบถามแนวทางการก่อเหตุวินาศกรรมในสถานที่สำคัญ รวมถึงอานุภาพการทำลายล้างของระเบิดซีโฟร์
โดยล่าสุด พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เปิดเผยหลังเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดภายในบ้านพักชาวจีน ที่พบอาวุธสงครามรวมถึงวัตถุระเบิดว่า คดีนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้การกำชับให้เจ้าหน้าที่สอบสวนสืบสวน ทั้งในเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยทุกมิติ
ส่วนการพบอาวุธปืนและวัตถุระเบิดยังไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากเกรงว่าจะเสียรูปคดี และยังต้องมีการกักเก็บวัตถุคล้ายระเบิดอีกเป็นจำนวนมาก
"ขณะนี้ยังไม่มีการตรวจพบจุดเชื่อมโยง แต่อย่างไรก็ตามจะได้สืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงหาข้อมูลของแหล่งที่มาของวัตถุดังกล่าวทั้งหมด ส่วนกรณีพบว่าผู้ต้องหาชาวจีนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ในส่วนนี้จะต้องเชิญนักจิตเวชเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อสรุปว่าป่วยจริงหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน และหากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป"
ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ยังเผยถึงแนวทางการสืบสวนสอบสวนว่าจะมีทีมสืบสวนจากหลายหน่วยทั้งตำรวจสืบสวนภาค 2 , ตำรวจสืบสวนจังหวัดชลบุรี , หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD ภ.จว.ชลบุรี , ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง , สถานทูตจีน , และหน่วยงานความมั่นคงเข้ามาร่วมทำคดี เพื่อความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน
ขณะที่ประวัติของนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน พบว่าได้เข้ามาเช่าบ้านหลังดังกล่าวในราคาเดือนละ 38,000 บาท และเข้ามาอาศัยอยู่นานประมาณ 2 ปี ส่วนการเดินทางเข้าออกประเทศไทยพบว่าเข้ามาประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.2020 โดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว
จากนั้นยังได้เดินทางเข้าๆ ออกๆ ประเทศไทยอยู่บ่อยครั้ง โดยล่าสุดได้เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.2569 โดยใช้ "วีซ่าอีกริต" คือ การขออนุญาตกลับเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ในกรณีที่ถือวีซ่าระยะยาว (เช่น วีซ่าทำงาน, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าเกษียณ) ซึ่งวีซ่าดังกล่าวมีอายุอยู่ในประเทศไทยได้ถึง 5 ปี
ส่วนของกลางที่ยึดได้ในขณะนี้ ประกอบไปด้วย อาวุธปืนสั้นยี่ห้อ กล็อก 26 จำนวน 1 กระบอก, ซองกระสุน กล็อก 26 จำนวน 2 อัน, กระสุนขนาด 9 มม. จำนวน 10 นัด, ซองกระสุนปืน M16 จำนวน 1 ซอง, กระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. จำนวน 28 นัด และซองพกในจำนวน 1 อัน
ขณะที่ของกลางที่พบเจอในบ้านประกอบด้วย ปืนเล็กยาว M16 จำนวน 2 กระบอก, ซองกระสุนปืน M16 จำนวน 9 อัน, กระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. จำนวน 763 นัด, ดินระเบิด C4 จำนวน 1 กล่อง น้ำหนัก 2,486.4 กรัม, ดินระเบิด C4 จำนวน 2 แท่ง น้ำหนัก 1,173 กรัม(น้ำหนักรวม 4,832.4 กรัม) , กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 รัสเซีย จำนวน 4 ลูก
รวมทั้งระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ BA/WA จำนวน 4 ลูก, ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ K75 เกาหลี จำนวน 1 ลูก, ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ M6/01 พม่า จำนวน 1 ลูก, เชื้อปะทุไฟฟ้าจำนวน 7 ดอก, เรือนชนวนกับดักระเบิด PONZ2 จำนวน 3 เรือน,เซฟตี้พิน PONMZ2 จำนวน 2 ชิ้น, ชุดรีโมต ภาครับ-ส่ง จำนวน 2 อัน
เสื้อเกราะกันกระสุน จำนวน 3 ตัว,หน้ากากกันแก๊สพิษ จำนวน 2 อัน, ไส้กรองหน้ากากกันแก๊สพิษ จำนวน 6 อัน และ น้ำมันเบนซิน ถังละ 20 ลิตร จำนวน 4 ถัง
นอกจากนี้ยังพบว่านายหมิงเฉิน ซัน มีพาสปอร์ตทั้งประเทศจีนและประเทศกัมพูชา รวมถึงมีบัตรประจำตัวไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู)และยังพบว่านายหมิงเฉิน ซัน มีชื่อเป็นผู้ผักอาศัยอยู่ในทะเบียนบ้านเลข 49/458 ชอยหทัยราษฎร์ 37 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร
แถมยังมีเลขประจำตัวประชาชน ระบุเลข 6-1046-00003-42-8 โดยย้ายบ้านเลขที่มาจากบ้านเลขที่ 10/8 ม.9 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อ 14 พ.ย. 2566 ซึ่งตำรวจอยู่ในระหว่างข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
และเมื่อผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในหมู่บ้านแห่งนี้ ยังทราบอีกว่าชาวจีนรายนี้เป็นคนอัธยาศัยดี มักชอบทักทายและพูดจาเป็นกันเองกับคนในหมู่บ้าน เมื่อมารู้ว่ามีการกักเก็บวัตถุอันตราย รวมทั้งระเบิดซีโฟร์ ก็ยอมรับว่าตกใจมากเพราะหากระเบิดทำงาน คนในหมู่บ้านคงได้รับความเดือดร้อนกันหมด