xs
xsm
sm
md
lg

ภูเก็ต ไม่ไว้หน้าใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดจัดการนักท่องเที่ยว กร่าง - นอมินี ทุกชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวภูเก็ต - ผู้ว่าฯ ภูเก็ตย้ำ ยกระดับใช้กฎหมายขั้นสูงสุด จัดการนักท่องเที่ยวทุกชาติ ที่ไม่เคารพกกฎหมาย สร้างความวุ่นวาย “แอบแฝง” แสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงใช้นอมินี หลัง “อิสราเอล” กระโดดออกมาเตือนพลเมืองเป็นชาติแรก

จากกรณี ที่ทางสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ออกมาเตือนพลเมืองของประเทศตัวเอง ที่เข้ามาเที่ยวในภูเก็ต ให้เคารพกฎหมายขั้นเด็ดขาด รับมือภูเก็ตจัดหนักกวาดล้าง ย้ำชัดทางการไทยเอาจริง ในการดำเนินการกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หลังจากจังหวัดภูเก็ต ยกระดับมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งด้านการท่องเที่ยว การประกอบธุรกิจ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเรียกประชุมกงสุลและผู้นำชุมชนชาวต่างชาติ เพื่อรับทราบถึงมาตรการบังคับ “ใช้กฎหมายขั้นสูงสุด” เพื่อสื่อสารแนวทางปฏิบัติอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม

ล่าสุด นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ในปี 2568 ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 14 ล้านคน โดยชาวรัสเซียเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดมากกว่า 1 ล้านคน สะท้อนภาพของเมืองท่องเที่ยวนานาชาติที่มีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศจำนวนมาก และเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญด้านการท่องเที่ยวของประเทศ แต่เมื่อมีคนเข้ามาจำนวนมาก ปัญหาที่ตามมาก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งการใช้รถใช้ถนน พฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย การรวมกลุ่มสร้างความวุ่นวาย รวมถึงการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยผิดกฎหมาย

ซึ่งจังหวัดไม่ได้มองเพียงปัญหานักท่องเที่ยวสร้างความเดือดร้อน แต่ยังให้ความสำคัญกับ “กลุ่มแอบแฝง” ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายไทย ผ่านการใช้นอมินีหรือการถือครองธุรกิจแทน ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้หลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบอย่างจริงจัง คนที่เข้ามาประกอบธุรกิจ ถ้าผิดกฎหมายหรือใช้ นอมินี เราดำเนินการแน่นอน บางคนพยายามหลบเลี่ยง ใช้คนไทยถือแทน หรือ ดำเนินการอำพราง ซึ่งขณะทุกหน่วยงานกำลังตรวจสอบทั้งจากข้อมูลและเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามา

นายนิรัตน์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งธุรกิจท่องเที่ยว ร้านเช่ารถ ร้านบริการ และกิจการที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ โดยจังหวัดได้ประสานหน่วยงานด้านปกครอง สรรพากร พาณิชย์ ขนส่ง และตำรวจตรวจสอบว่า ผู้ประกอบการมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการถือครองธุรกิจและแหล่งเงินลงทุน หนึ่งในประเด็นที่จังหวัดพบมาก คือ ธุรกิจให้เช่ารถจักรยานยนต์ ซึ่งบางส่วนมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องโดยผิดกฎหมาย รวมถึงปล่อยเช่าให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จนเกิดปัญหาการขับขี่สร้างความเดือดร้อนและอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจไม่ถูกต้อง รวมถึงต่างชาติที่ไม่มีสิทธิประกอบกิจการในไทย จะถูกดำเนินคดีอย่างจริงจัง และหากพบว่าใช้คนไทยเป็นนอมินี ก็จะขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน จังหวัดยังได้หารือกับเอกอัครราชทูต กงสุล และผู้นำชุมชนชาวต่างชาติหลายประเทศ เช่น อิสราเอล และฝรั่งเศส เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น

โดยเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการเชิญกงสุลและผู้นำชุมชนชาวต่างชาติที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต มารับทราบปัญหาและแนวทางปฎิบัติ โดยมีหน่วยงานด้านความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายเข้าร่วม ทั้งตำรวจภูธร ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจน้ำ เจ้าท่า และฝ่ายความมั่นคง เข้าร่วมชี้แจงข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งหลังการหารือ สถานทูตอิสราเอลได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนเองเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด และระบุว่าหน่วยงานของไทยจะใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ย้ำว่า มาตรการทั้งหมดไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ชนชาติใดเป็นพิเศษ แต่เป็นความพยายามรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างมาตรฐานการท่องเที่ยว และคุ้มครองสิทธิของคนในพื้นที่ เพราะเรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การใช้ชีวิต และการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และคนในพื้นที่ไม่เดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นผู้ต้องหา ของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ระหว่าง 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่30 เมษายน 2569 โดยแบ่งตามประเภทชาวต่างชาติ เป็นนักท่องเที่ยว มี 2,223 คดี มีผู้ต้องหา 2,394 คน, นักธุรกิจ/ทำงาน มี 186 คดี มีผู้ต้องหา 208 คน, นักลงทุน มี 3 คดี ผู้ต้องหา 4 คน และอื่นๆ 806 คดี ผู้ต้องหา 878 คน รวม 3,218 คดี มีผู้ต้องหา 3,484 คน

ประเภทคดี ขับรถเมาสุราฯ 642 คดี, ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 410 คดี, ยาเสพติด 231 คดี, ลักทรัพย์/ยักยอก 88 คดี, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นฯ 40 คดี, หลบหนีเข้าเมือง 33 คดี, การพนัน 33 คดี, ฉ้อโกง 10 คดี, ข่มขืนกระทำชำเรา/กระทำอนาจาร 6 คดี สามารถแบ่งตามสัญชาติ ได้ดังนี้ สัญชาติเมียนมา 946 คน, รัสเซีย 269 คน, อังกฤษ 143 และฝรั่งเศส 141 คน