พวกผู้ส่งออกจีนไม่คาดหวังอะไรจากการเยือนปักกิ่งของทรัมป์ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ ขณะที่หลายรายบอกด้วยว่าไม่ตกอกตกใจกับความเคลื่อนไหวที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของผู้นำสหรัฐฯผู้นี้อีกต่อไป หนำซ้ำยังเฉยชากับการข่มขู่ของเขาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหลังจากสามารถเอาตัวรอดหลุดพ้นจากวิกฤตขึ้นภาษีศุลกากรของอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการเดินหน้าหาตลาดใหม่ๆ ทั่วโลก
อี้ว์ หยางเสียน พนักงานขายของบริษัทล็อกเกอร์ไฟฟ้าและตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติในจีน บอกว่า ไม่ได้สนใจข่าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเดินทางเยือนปักกิ่งในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) และวันศุกร์ (15) และสำทับว่า ถ้าอเมริกายังค้าขายอยู่ อเมริกาก็ต้องทำธุรกิจกับจีนวันยังค่ำ เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของจีนแข็งแกร่งมาก
บริษัทที่ อี้ว์ ทำงานอยู่นั้นส่งออกสินค้าจำนวนมากไปยังอเมริกา และใช้กลยุทธ์ผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งให้ผู้บริโภคอเมริกัน เธอยังบอกว่า บริษัทสามารถหลุดพ้นมาจากความอลหม่านเมื่อปีที่แล้ว ที่มีช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่งอเมริการีดภาษีสินค้าจีนอย่างสาหัสในระดับเป็นเลขสามหลัก ก็ด้วยการหาตลาดใหม่ทั่วโลกเช่นเดียวกับผู้ส่งออกหลายแห่งของจีน
อี้ว์เสริมว่า กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของภาคอุตสาหกรรมการผลิตจีน ซึ่งปฏิบัติตามยุทธศาสตร์แห่งชาติในการพึ่งพาตนเองเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในอุตสาหกรรมต่างๆ
เธอยังบอกอีกว่า ไม่ว่าทรัมป์จะมาเจรจาดีๆ หรือประกาศสงครามการค้า ก็ไม่ถือเป็นคำขู่ที่น่ากลัวสำหรับผู้ผลิตและส่งออกของจีนอีกต่อไป
หาตลาดใหม่
การขยายตัวเข้าสู่ยุโรป อเมริกาใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่บริษัทของ อี้ว์ ใช้ในการรับมือกับภาษีของทรัมป์และกับการที่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งขึ้นจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์การแข่งขันของทางการจีน
ปีที่ผ่านมา จีนเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากพอๆ กับมูลค่าเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ทั้งประเทศ ด้วยการเจาะตลาดใหม่ๆ พร้อมเสนอราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง
ดังนั้น ขณะที่การส่งออกไปยังอเมริกาลดลง 20% แต่ส่งออกไปแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25.8%, ละตินอเมริกา 7.4%, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 13.4% และสหภาพยุโรป 8.4%
ปักกิ่งใช้ประโยชน์จากการที่โลกต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีน รวมทั้งมาตรการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธบีบให้ทรัมป์ยอมถอยเรื่องภาษีศุลกากร
ทั้งนี้จีนเป็นผู้ที่เกือบเรียกได้ว่า ผูกขาดการผลิตแร่ธาตุหายากเหล่านี้เกือบทั้งหมด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากชนิดที่ว่า อุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงอเมริกา ไม่สามารถขาดได้
คาเมรอน จอห์นสัน หุ้นส่วนอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษาด้านห่วงโซ่อุปทาน ไทดัลเวฟ โซลูชัน บอกว่า แรร์เอิร์ธคือหมัดเด็ดของจริง
ไม่เพียงเท่านั้น เขาชี้ว่า ปักกิ่งยังสามารถที่จะตัดลดการซัปพลายยาเวชภัณฑ์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม หรือหม้อแปลงไฟ ที่อเมริกาจำเป็นต้องใช้สำหรับการขยายโครงข่ายไฟฟ้าของตัวเอง
จอห์นสันมองว่า สงครามอิหร่านอาจทำให้ทรัมป์ได้เปรียบอยู่บ้างในระยะสั้น เนื่องจากอเมริกามีน้ำมันเหลือเฟือ ขณะที่จีนและประเทศอื่นๆ จำเป็นต้องเสาะแสวงหาสินค้าเหล่านี้ แต่ในระยะยาวแล้ว หากสงครามยืดเยื้อบานปลาย เครือข่ายอุตสาหกรรมที่กว้างขวางใหญ่โตของแดนมังกรจะทำให้จีนได้เปรียบ ซึ่งจอห์นสันชี้ว่า เหตุผลนี้เองที่จะทำให้อเมริกายังไงก็ต้องทำตัวดีๆ
ขณะเดียวกัน เมื่อประเด็นภาษีศุลกากรลดความร้อนแรงลงไป พวกผู้ผลิตจีนจึงถูกกดดันน้อยลงในการโยกย้ายฐานการผลิต
โจนาธาน ชิตายัต ผู้นำในเอเชียของเจนิเม็กซ์ กรุ๊ป ผู้รับจ้างผลิตที่มีรายได้ 70% ในอเมริกา เจอซัปพลายเออร์รายใหม่ๆ ในเวียดนามและไทยระหว่างที่ทรัมป์รับตำแหน่งสมัยแรก และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้เจอซัปพลายเออร์ใหม่ๆ เพิ่มเติมขึ้นอีกในเวียดนามและอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม 75% ของเครือข่ายซัปพลายเออร์ 500 รายของเจนิเม็กซ์ยังคงอยู่ในจีน ซึ่งหลายรายในจำนวนนี้ได้ทิ้งแผนย้ายฐานผลิตออกจากแดนมังกรแล้ว หลังจากอเมริกายอมลดภาษีศุลกากรให้จีน แต่หันไปเรียกเก็บเพิ่มจากประเทศอื่นๆ
ชิตายัตบอกว่า สิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์ในคราวนี้ก็คือ อย่ารีบร้อนออกตัวแรง เพราะมาถึงตอนนี้ ซัปพลายเออร์ทุกรายที่ตอนนั้นเลือกรอดูสถานการณ์ไปก่อน เวลานี้ต่างรู้สึกว่า ตัวเองคิดถูกแล้ว
ไมค์ เซแกน รองประธานบริหารด้านแหล่งวัตถุดิบของ ไพรด์ โมบิลิตี โพรดัคต์ส ผู้ผลิตรถเข็นวีลแชร์, สกูตเตอร์, และข้าวของอื่นๆ สำหรับผู้เคลื่อนไหวลำบาก บอกว่า ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทของเขาที่ประกอบด้วยกิจการต่างๆ ราว 100 แห่ง ตอนนี้ 70-80% ยังคงพึ่งพาอาศัยประเทศจีน
“แนวความคิดเรื่องการลดความเสี่ยงที่ต้องพึ่งพาจีนมากเกินไป หรือการกระจายความเสี่ยงนะ มันยังจะไม่หายไปไหนหรอก แต่เห็นกันว่ามันไม่ต้องรีบเร่งทำกันแบบที่ผ่านๆ มาหรอก” เซแกน กล่าว
“ความแตกตื่นตอนนี้จางไปแล้ว และผู้คนต่างก็มีหนังหนาขึ้นทนทานได้มากขึ้นนิดเหน่อย เมื่อเป็นเรื่องการออกมาแถลงออกมาประกาศอะไรของทรัมป์”
แค่พักรบยังไม่พอ
เริ่น เอี๋ยนหลิน ผู้บริหารของบริษัทจีนแห่งหนึ่งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโครงการสร้างโรงงานในต่างประเทศ ชี้ว่า นอกจากเลิกตกอกตกใจกับความเคลื่อนไหวของทรัมป์แล้ว บริษัทต่างๆ ยังเฉยชากับคำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ
“กรอบความคิดที่มีกันในตอนนี้ก็คือว่า เขาพูดอะไรมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”
อิริก เจิ้ง ประธานหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า สมาชิกเกือบ 3,000 รายของทางหอการค้า มีความคาดหวังอย่างจำกัดเกี่ยวกับความสำเร็จที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเยือนของทรัมป์ ถึงแม้รู้สึกโล่งใจจากการที่ลู่ทางโอกาสจะเกิดการเจรจากันเป็นไปได้ด้วยความสดใส
เขาบอกว่า พวกสมาชิกคงรู้สึกยินดีถ้าสองฝ่ายตกลงขยายเวลาผ่อนปรนด้านภาษีศุลกากรและยืดเวลาระงับการจำกัดการส่งออก โดยมีความเป็นไปได้ที่บริษัทจีนบางแห่งอาจสั่งซื้อสินค้า เช่น เครื่องบินโบอิ้ง ถั่วเหลือง หรือพลังงานของอเมริกา
อย่างไรก็ตาม เจิ้งสำทับว่า ถึงแม้การตกลงพักรบอาจจะดีกว่าการทำสงครามการค้าระหว่างกัน แต่ถึงอย่างไรการหยุดยิงกันก็ยังคงเป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น และสิ่งที่บริษัทต่างๆ ต้องการคือความแน่นอนเพื่อให้สามารถวางแผนระยะยาวเป็นปีได้ ไม่ใช่แค่ 90 วันหรือ 3 เดือน
(เก็บความจากเรื่อง Chinese exporters 'numb' to US threats as Trump set to visit
ของสำนักข่าวรอยเตอร์)