'หนุ่ย แบไต๋' ออกโรงสะท้อนปัญหาซ้ำซากของสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่บนฟ้ายันบนถนน หลังเจอเหตุการณ์เครื่องบินต้อง Go-around กะทันหันเพราะระบบจัดการจราจรทางอากาศขัดข้อง ถามแรงถึงมาตรฐาน Hub ระดับโลก คุ้มไหมกับค่าภาษีสนามบินที่เพิ่มขึ้น? พร้อมแนะทางออกจัดการจราจรทางบก หยุดสร้างภาพลักษณ์ 'แดนสนธยา' ที่เต็มไปด้วยเสียงด่าและนกหวีด
เมื่อวันที่ 10 พ.ค. พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในประเทศไทย ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนประสบการณ์ที่พบปัญหาการจัดการจราจรทางอากาศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งส่งผลให้กัปตันต้องบินวนและเชิดหัวเครื่องขึ้นกะทันหันจนเกิดความล่าช้าและสิ้นเปลืองพลังงาน โดยกัปตันระบุว่าเป็นความผิดพลาดของหอบังคับการบิน
เจ้าตัวจึงเสนอให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการการจราจรทั้งทางอากาศและทางบก โดยเฉพาะบริเวณหน้าอาคารผู้โดยสารที่มีการใช้ความรุนแรงทางวาจาและเสียงนกหวีดไล่ผู้ขับขี่ ซึ่งทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว พร้อมเรียกร้องให้การท่าอากาศยานฯ (AOT) ยกระดับคุณภาพการบริการให้คุ้มค่ากับค่าภาษีสนามบินที่เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจแรกให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ หนุ่ย พงศ์สุข ได้ระบุข้อความว่า
"ขึ้นเครื่องบินมานับครั้งไม่ได้แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สัมผัสความ “ขุ่น” ของกัปตันครับ…คือเครื่องกำลังจะลงสุวรรณภูมิได้แล้วเชียว (ลดระดับอยู่ดีๆ) แต่จู่ๆ ก็เชิดหัวฉับพลันขึ้นฟ้าขึ้นไปใหม่ (จังหวะนี้ หัวใจผมหล่นวูบพอสมควร)… กัปตันผู้พาเรามาจากอุบลราชธานี และอ้อมอ่าวไทยไปแล้ว 1 รอบ จากการได้รับคำสั่งให้บินวน …ก็บินวน (ตามภาพ) แต่พอจะลง คงจะได้รับคำสั่งกระชั้นให้ “บินวนเพิ่ม” เลยต้องเชิดหัวเครื่องขึ้นแรง และวนไปทางทิศเหนือ เพื่อตีโค้งกลับมาอีกที (ตามภาพ…เดิมนั่นแหละครับ)
แกถึงกับกดไมค์และประกาศขออภัยยิ่งกับผู้โดยสารที่ทุกคนต่างต้องการความแม่นยำเรื่องเวลากันทั้งนั้น
กัปตันประกาศว่า…
“เนื่องด้วยเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินในการจัดการจราจร … ผมจึงต้องขออภัยท่านผู้โดยสารเป็นอย่างสูงที่ต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 5 นาที กว่าเราจะลงที่สนามบินสุวรรณภูมิได้”
(ชีวิตจริงไม่ใช่ 5 นาทีหรอกครับ โดนสั่งบินวนแบบนี้) ทั้งหมดเป็นการประกาศด้วยน้ำเสียงสุภาพนะครับ …แต่ผมจับความรู้สึกได้ (ด้วยการคิดแทน) ว่ากัปตันต้องอดทนแค่ไหนกับคำสั่งที่เปลี่ยนไป-มา เอาจริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ … มันเกิดขึ้นอยู่แล้วตลอดมา … แต่ครั้งนี้กัปตันระบุชัดให้เรารู้ “เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่จัดการจราจร” ในอดีต… ผมเคยเป็นผู้โดยสารที่เดินออกจากเครื่องคนสุดท้าย เลยได้คุยกับกัปตันไฟลต์นั้นของแอร์เอเชีย ที่เปิดประตูออกมาพอดี
ไฟลต์นั้นก็บินอ้อมอ่าวไทยแบบนี้ล่ะครับ (โดนกันจนชิน)
เขาบอกกับผมว่า หากมีโอกาสคุณหนุ่ยต้องช่วย Feedback ให้ด้วยนะครับ … การสั่งให้บินวนบินอ้อมเนี่ย “เปลืองน้ำมันกันอย่างมากมหาศาล” โดนกันถ้วนทั่วทุกแอร์ไลน์ กัปตันครั้งนั้นเสริมว่า … "ผมไปมาทั่ว ก็มีเรานี่แหละที่มีโอกาสถูกสั่งบินวนมากที่สุด" สนามบินไหนๆ ก็มี Air Traffic Control กันทั้งนั้นแหละ และเขามีอำนาจเต็ม 100% ในการออกคำสั่งบินวนเพื่อความปลอดภัย (รักษาระยะห่างระหว่างแต่ละลำ ไม่ให้ขึ้นหรือลงใกล้กันเกินไปนัก) แต่สนามบินสุวรรณภูมิของเรา ออกคำสั่งให้บินวนบ่อยกว่าที่เขาพบประสบการณ์มา โดยพื้นฐานผมพร้อมเข้าใจในสภาพการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะ “สภาพอากาศ” หรือจำนวนเครื่องบินที่หลั่งไหลเข้ามาใน “ตารางบิน” ประเทศไทย (สุดฮอตฮอต) โดยเฉพาะกับสุวรรณภูมิ Hub ที่เราภาคภูมิใจ แต่ถ้าเรารักษ์โลกสักหน่อย การวางแผนตรงนี้ต้องดีกว่านี้จนไม่เป็นที่สังเกตได้ ทั้งจากผู้มีอาชีพกัปตัน หรือ แม้แต่ผู้โดยสารชาวมักเกิลอย่างเราๆ ก็ตาม อัตราการเลต หรือสถิติดีเลย์ ของเราก็จะดีขึ้นได้ (ผมใช้แอป Flighty™️ จับสังเกตอยู่ตลอด)… หากการจัดการตรงนี้มันดีขึ้น …
สถิติดีขึ้น คะแนนดีขึ้น เวลาวัดผลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกก็จะเป็นโอกาสของเรามากขึ้น อันนี้พูดในฐานะคนบินบ่อยนะครับ การเลตส่วนใหญ่ Airlines นั่นแหละมีส่วนสำคัญสุด แต่หลายครั้งเขาก็เป็นหนังหน้าไฟ ให้ Air Traffic Control …. ผมเองชอบคุยกับคนที่เขาทำงานอยู่ On Spot แม้ไม่ใช่งานอาชีพของผม แต่ผมก็สนใจใคร่รู้ และก็ไม่ได้เชื่อไปซะทุกเรื่อง บางคนก็พูดเพื่อให้ตัวเองดูดี แต่… ผมคงต้องหาโอกาสไปพูดคุยกับผู้คนผู้มีหน้าที่บนหอบังคับการบินบ้าง … ว่าความรู้สึกของกัปตันที่ผมจับฟีลได้ กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มันสมเหตุสมผลกันไหม?
ท่านใดสันทัดกรณี พิมพ์คุยกันนะครับ … และถ้ามีโอกาสผมอยากทำคอนเทนต์ “bt™️ บุกหอบังคับการบินที่ (เคย) สูงที่สุดในโลก” ที่ไม่ได้อยู่ไหนไกล อยู่ ณ สุวรรณภูมิบ้านเรานี่เอง คุณๆ จะอ่านเท่านี้ก่อนก็ได้นะครับเพราะหลังจากบรรทัดนี้ ผมเป็นคนไม่จบง่ายๆ
ไหนๆ เขียนถึง Air Traffic แล้ว ขอเขียนถึง Road Traffic อีกจุดครับ
“การจัดการจราจรหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ” ที่สะท้อนจากวินัยชาติเป็นเรื่องแก้ยาก…พวกเขาเลยกำลังแก้ด้วยไม้แข็ง คือเติมความ Aggressive จากเจ้าหน้าที่กดเสียงบีบแตรไล่และโทรโข่งด่า ตลอดเวลา (ทำแบบนี้มาระยะใหญ่ๆ แล้ว) ผมเข้าใจพวกคุณนะว่างานมันเครียดน่ะ .. คนทำผิดคนเดิมมันไปแล้ว แต่มันมีคนทำผิดใหม่ๆ มาให้คุณด่าได้ตลอดวัน แต่มันทำลายทั้งทัศนียภาพและบรรยากาศในการท่องเที่ยวประเทศไทยลงสิ้น ตั้งแต่จุดเริ่มทริปของพวกเขา ถามจริง? ว่าเราต้องการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เขาเพิ่งเคยมาเมืองไทยครั้งแรกด้วยบรรยากาศนี้จริงเหรอ??? ผมรู้ว่าเจ้าหน้าที่เครียด และได้รับอำนาจมาให้จัดการ แต่มันก็เหมือนเสือกระดาษ เพราะคุณไม่ได้จับปรับอะไรเขาได้ นอกจากคำด่า งานเชิงนโยบายเป็นงานของผู้บริหารแน่ๆ ที่สามารถช่วยแก้ความเครียดให้พวกเขา (และพวกเราที่พบเห็น)
โปรด "เอาเลนที่ปิดไว้…มาใช้" เถอะครับ อย่าลืมนะว่าเรามีถนนอยู่หน้าสนามบินถึง 8 เลน (ใน 4 และนอกอีก 4) ทุกวันนี้ด้านใน (ขาเข้า) เราจะล็อกไว้จอดรถลิมูซีน (จอดได้ยี่ห้อเดียวด้วยนะ ยี่ห้ออื่นไล่เขาราวกับหมูหมา) และถ้าถนนนอก มันติดซะจนแก้ไขอะไรไม่ได้ เราคงต้อง “เปิดเลนใน” นั่นแหละครับ ซึ่งแน่นอนมันต้องคิดให้ทะลุในเรื่องจัดการกับคิวระบบรถรับส่งเสียใหม่ (อาชีพสุจริต ที่เราทำราวกับเขาเป็นโจร … แต่หากใครเป็นโจรจริง แบนไปเลย) ไม่งั้นบ้านเราจะ ต้อนรับคนทั่วโลกที่มาถึงทันทีด้วยเสียงนกหวีดปรี๊ดปร๊าด แตรเสียงแสบหู และโทรโข่งคำพูดแสนเสียดแทง Aggressive นี้ตลอดกาลนาน เสียงโหวกเหวกจากลำโพงเหล่านี้มันก็คล้ายกับการจ้างคนไปยืนด่าๆๆๆ ว่าประเทศมันห่วยอยู่หน้าบ้านสวยๆ ของเราน่ะครับ AOT ประกาศขึ้นราคาค่าภาษีสนามบินแล้ว … ราคาแพงผมไม่ว่า แต่ต้องมาพร้อมคุณภาพที่เนี้ยบครับ … ได้โปรดแก้ไขให้ได้นะครับ ผมเป็นกำลังใจให้ … มาถึงเมืองไทย ทุกคนควรได้ความ อารมณ์ดี ตั้งแต่จุดแรก ซึ่งผมนั้นมันไม่ใช่นักติอย่างเดียว ผมจึงขอเสนอวิธีด้วย… มันจึงจะเรียกว่า “ช่วยกันพัฒนา” ท่านใดมีข้อเพิ่มเติมทำให้พวกเราทำความเข้าใจได้ดีขึ้น ... โปรดเขียนไว้นะครับ"