กองทัพไทยเดินหน้าสร้างรั้วเพื่อความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตที่ 52-54 จันทบุรี คืบหน้าแล้ว 20% คาดเสร็จ มิ.ย.นี้
วันนี้(11 พ.ค.) มีการเผยแพร่ภาพรั้วความมั่นคง แบบถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กองทัพไทยสร้างขึ้นในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นรั้วถาวรแห่งแรกในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
สำหรับแนวก่อสร้างอยู่บริเวณหลักเขตแดนที่ 52-54 ระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร เพื่อเสริมมาตรการรักษาความมั่นคง ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองและการกระทำผิดกฎหมายข้ามแดน ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ราบ มีแนวเขตแดนชัดเจน ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชามีถนนตรวจการณ์ตลอดแนว
รายงานระบุว่า ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วราว 20% และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์และดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิดตลอดแนวชายแดนดังกล่าว
สำหรับรั้วชายแดนแห่งนี้มีความสูง 170 เซนติเมตร ลงเสาเข็มเทคานคอนกรีตอย่างแน่นหนา เว้นระยะห่างระหว่างเสาประมาณ 3 เมตร ใช้เสารวม 900-1,000 ต้น โครงสร้างด้านบนเป็นแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป วางสูงจากพื้น 150 เซนติเมตร และด้านบนเสริมตาข่ายเหล็กคงทนแข็งแรงสูงอีกประมาณ 20 เซนติเมตร
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ระหว่างการก่อสร้างรั้วได้พบอุปสรรคเป็นระยะ เนื่องจากมีทหารกัมพูชาบางส่วนเข้ามาสังเกตการณ์และบันทึกภาพ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนว่า การดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมในการดูแลรักษาพื้นที่ของประเทศตนเอง โดยกองทัพไทยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จในระยะแรกภายใน 45 วัน หลังเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ โครงการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา เน้นดำเนินการในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน และมีความชัดเจนของหลักเขตแดน โดยพื้นที่นำร่อง (เฟสแรก) บริเวณหลักเขตที่ 52-54 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ระยะทางประมาณ 1,310 เมตร (1.3 กม.) เริ่มก่อสร้างเมื่อเมษายน 2569 คาดเสร็จ มิ.ย.2569 หลังจากนั้นจะสร้างต่อถึงหลักเขตที่ 59 รวมระยะทาง ประมาณ 8 กม.
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต จังหวัดสระแก้ว มีแผนก่อสร้าง 2 ระยะ รวมระยะทางประมาณ 23.6 กม
จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม หลักเขตที่ 14-15 ได้รับการระบุว่าเป็นจุดที่เหมาะสมและสามารถสร้างได้ทันที
จังหวัดอื่น ๆ เริ่มมีการเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และช่องบก จ.อุบลราชธานี เพื่อให้สร้างรั้วถาวรเช่นกัน
ส่วนรูปแบบโครงสร้างและเทคโนโลยี รั้วที่ก่อสร้างถูกออกแบบตามมาตรฐานทางวิศวกรรมเพื่อความมั่นคงสูงสุด เป็นรั้วถาวร (Permanent Fence) ฐานรากเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (คานคอดินและเสาเข็ม)ความสูงรวมประมาณ 170 ซม. โดยช่วงล่างเป็นแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปสูง 150 ซม. และด้านบนเป็นตะแกรงเหล็ก/ลวดหนาม มีการสร้างถนนกว้างประมาณ 5 เมตร ขนานไปกับแนวรั้วเพื่อ
ด้านงบประมาณของโครงการมาจากหลายส่วน ทั้งจากงบประมาณแผ่นดิน โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณผ่านกองทัพเพื่อสร้างรั้วชายแดนทั้งฝั่งกัมพูชาและมาเลเซีย
ต้นทุนก่อสร้าง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ เมตรละ 7,360 บาท หรือประมาณ 8 ล้านบาทต่อกิโลเมตร (รวมถนนตรวจการณ์)
ทั้งนี้ มีการสนับสนุนพิเศษ เมื่อเดือนธันวาคม 2568 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานเงินจาก "กองทุนหทัยทิพย์" จำนวนกว่า 121 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการสร้างรั้ว ถนนตรวจการณ์ บังเกอร์ และหลุมหลบภัย