มหาเศรษฐีเจ้าของ X จุดกระแสถกเถียงรอบใหม่ หลังเห็นด้วยกับเสียงวิจารณ์การเลือกนักแสดงผิวสีและนักแสดงข้ามเพศใน The Odyssey ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน พร้อมเหน็บผู้กำกับดัง “แค่อยากได้รางวัล” ขณะโลกออนไลน์แบ่งฝ่ายปะทะเรื่องความหลากหลายในฮอลลีวูดอย่างดุเดือด
อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Tesla และ SpaceX กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การคัดเลือกนักแสดงของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง The Odyssey โดยพุ่งเป้าไปที่การเลือกนักแสดงสาวผิวสีเจ้าของรางวัลออสการ์ ลูพิตา นียองโก มารับบท “เฮเลนแห่งทรอย” ตัวละครหญิงผู้ถูกขนานนามในมหากาพย์กรีกว่าเป็น “หญิงงามผู้ทำให้เรือนับพันลำออกสู่สงคราม”
มัสก์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ของตนเอง ตอบสนองต่อกระแสวิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษนิยมที่โจมตีการคัดเลือกนักแสดงของผู้กำกับชื่อดัง คริสโตเฟอร์ โนแลน โดยเฉพาะประเด็นที่นียองโก ซึ่งเป็นนักแสดงหญิงผิวสี ได้รับบทตัวละครที่ต้นฉบับวรรณกรรมมักถูกจินตนาการว่าเป็นหญิงผิวขาวผู้เลอโฉม มัสก์ตอบข้อความหนึ่งสั้น ๆ ว่า “จริง” ก่อนจะเขียนเพิ่มเติมในอีกโพสต์ว่า โนแลน “แค่อยากได้รางวัล” ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการเหน็บแนมว่าผู้กำกับพยายามเอาใจมาตรฐานความหลากหลายของวงการฮอลลีวูดเพื่อโอกาสในเวทีออสการ์
กระแสดราม่าครั้งนี้เริ่มต้นจากโพสต์ของนักวิจารณ์สายอนุรักษนิยม แมตต์ วอลช์ ที่ตอบสนองต่อบทสัมภาษณ์ของนิตยสาร Time ซึ่งกล่าวถึงเฮเลนแห่งทรอยว่าเป็น “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” วอลช์ระบุว่า “ไม่มีใครบนโลกคิดว่าลูพิตา นียองโกคือผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” พร้อมกล่าวหาว่าโนแลนไม่กล้าเลือกนักแสดงหญิงผิวขาวเพราะกลัวถูกกล่าวหาเรื่องเหยียดเชื้อชาติ
นอกจากกรณีของนียองโกแล้ว มัสก์ยังถูกวิจารณ์เพิ่มเติม หลังเข้าไปตอบโพสต์โจมตี เอลเลียต เพจ นักแสดงข้ามเพศที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน ด้วยอีโมจิหัวเราะ โดยเพจเคยร่วมงานกับโนแลนในภาพยนตร์ Inception ก่อนจะเปิดตัวว่าเป็นทรานส์แมนในเวลาต่อมา ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเพจรับบทใดในเรื่อง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มัสก์ออกมาวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังมีการยืนยันว่า นียองโกจะร่วมแสดงในภาพยนตร์ เขาเคยโพสต์ว่า “คริส โนแลน สูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มัสก์ออกมาวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังมีการยืนยันว่า นียองโกจะร่วมแสดงในภาพยนตร์ เขาเคยโพสต์ว่า “คริส โนแลน สูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว”
ด้าน The Odyssey ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งปี มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 17 กรกฎาคม โดยนอกจากนียองโกแล้ว ยังรวมนักแสดงชื่อดังอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เซนเดยา, ทอม ฮอลแลนด์, แมตต์ เดมอน, แอนน์ แฮทธาเวย์, จอน เบิร์นธัล และ ชาร์ลิซ เธอรอน ร่วมแสดงด้วย
นอกจากประเด็นการเลือก ลูพิตา นียองโก มารับบท “เฮเลนแห่งทรอย” แล้ว ภาพยนตร์ The Odyssey ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ยังเผชิญกระแสถกเถียงอีกหลายด้าน โดยเฉพาะข่าวลือเกี่ยวกับบทของ เอลเลียต เพจ นักแสดงทรานส์แมน ซึ่งมีรายงานบนโซเชียลมีเดียว่าอาจได้รับบท “อคิลลีส” วีรบุรุษชายในตำนานกรีก แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันบทอย่างเป็นทางการก็ตาม
กระแสดังกล่าวจุดชนวนการโจมตีจากกลุ่มอนุรักษนิยมในสหรัฐฯ อย่างหนัก หลายฝ่ายมองว่าการให้นักแสดงข้ามเพศมารับบทนักรบชายระดับตำนาน เป็น “การตีความใหม่แบบ woke” ของฮอลลีวูด ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนตอบโต้ว่า ตัวละครในมหากาพย์กรีกเป็นเรื่องแต่งเชิงตำนาน ไม่ใช่บุคคลจริงทางประวัติศาสตร์ และการคัดเลือกนักแสดงควรยึดที่ฝีมือการแสดงมากกว่าประเด็นอัตลักษณ์ทางเพศ
ด้าน อีลอน มัสก์ เองก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับกระแสดังกล่าว โดยแชร์และตอบโพสต์ที่วิจารณ์เพจ รวมถึงใช้สัญลักษณ์หัวเราะกับโพสต์โจมตีตัวนักแสดง ทำให้ถูกวิจารณ์กลับว่าเป็นการส่งเสริมกระแสเหยียดคนข้ามเพศบนแพลตฟอร์ม X
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือการปรากฏตัวของแรปเปอร์ชื่อดัง Travis Scott ในภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมีรายงานว่าเขาจะรับบท “นักขับลำนำ” หรือ bard ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องในโลกกรีกโบราณ อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกศิลปินฮิปฮอปสายโมเดิร์นเข้ามาอยู่ในหนังมหากาพย์ย้อนยุค กลับสร้างเสียงแตกในหมู่แฟนหนัง บางส่วนมองว่าไม่เข้ากับบรรยากาศของตำนานกรีก และเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ Troy ที่ใช้ภาพลักษณ์นักแสดงสายดราม่าและแอ็กชันแบบดั้งเดิมมากกว่า
นอกจากนี้ ตัวอย่างภาพยนตร์ยังถูกวิจารณ์เรื่องการใช้ “สำเนียงอเมริกัน” ของนักแสดง ทั้งที่เป็นเรื่องราวกรีกโบราณ หลายคนมองว่าฟังดูร่วมสมัยเกินไป และทำลายบรรยากาศของหนังอิงประวัติศาสตร์ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ไม่มีสำเนียงใด “ถูกต้อง” ทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว และการใช้สำเนียงอเมริกันก็ช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงตัวละครง่ายขึ้น
แม้จะเผชิญดราม่าหลายระลอก แต่ The Odyssey ยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์ที่ถูกจับตามองที่สุดของปี 2026 ด้วยทุนสร้างมหาศาลระดับ 250 ล้านดอลลาร์ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทั้งเรื่อง