ประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ของจีน แสดงความสนใจอยากซื้อน้ำมันของสหรัฐฯเพิ่มเติม ในเป้าหมายเปิดทางปักกิ่งลดพึ่งพิงช่องแคบฮอร์มุซ โดยท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมซัมมิตกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามคำกล่าวอ้างของทำเนียบขาว ในรายงานสรุปการประชุมในวันพฤหัสบดี(14พ.ค.)
ทำเนียบขาวยังกล่าวอ้างด้วยว่าทั้ง 2 ผู้นำเห็นพ้องช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดกว้างต่อไป เพื่อรองรับการขนส่งน้ำมันและสินค้าอย่างเสรี และ สี คัดค้านการเสริมกำลังทหารในช่องแคบ รวมถึงการเก็บค่าผ่านทางใดๆ
อย่างไรก็ตามในส่วนของปักกิ่ง ไม่มีการพาดพิงถึงการซื้อน้ำมันใดๆโดยจีน ในรายงานสรุปการประชุมที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนแห่งรัฐ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้
ทรัมป์ และ สี พบปะกันนานหลายชั่วโมงในวันที่ 14 พฤษภาคม ในวันแรกของการประชุมซัมมิต 2 วัน ที่ทางสื่อมวลชนแห่งรัฐของจีนระบุว่าเป็นเส้นทางใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ
การที่จีน จะสั่งซื้อสินค้าพลังงานและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ ถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่เป็นไปได้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดใดๆที่เป็นรูปเป็นร่าง
จีน ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 สืบเนื่องจากเพดานภาษีที่กำหนดขึ้นระหว่างสงครามการค้า ดังนั้นการยกเลิกภาษีดังกล่าว น่าจะเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการกลับมาซื้อน้ำมันของอเมริกาในปริมาณมากอีกครั้ง
แม้มีความพยายามค้นหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากฮอร์มุซแล้วก็ตาม แต่มาตรการรีดภาษี 20% ยังคงทำให้น้ำมันดิบไลต์สวีตครูดของสหรัฐฯ ยังคงไม่สามารถแข่งขันในเชิงพาณิชย์ได้ เมื่อเทียบกับน้ำมันเกรดอื่นๆที่มีจำหน่าย จากความเห็นของ เอ็มมา หลี่ นักวิเคราะห์จากวอร์เทซา บริษัทติดตามการขนส่งสินค้า
ขณะเดียวกันกระทั่งในช่วงพีคสุด สหรัฐฯก็ไม่เคยเป็นแหล่งน้ำมันดิบหลัก สำหรับชาติผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน
การนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯของจีน เคยพีคสุดอยู่ที่ 395,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2020 คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 4% ของการนำเข้าทั้งหมดของจีน และในปี 2024 ก่อนที่ ทรัมป์ จะกลับสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ตัวเลขนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯของจีน ลดลงเหลือแค่ 193,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่าราว 6,000 ล้านดอลลาร์
อีกประเด็นหนึ่ง รอยเตอร์สรายงานก่อนหน้านี้คาดหมายว่า สหรัฐฯและจีนจะมุ่งหน้าสู่กลไกลการค้าหนึ่งสำหรับสินค้าที่ไม่อ่อนไหวในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าแต่ละฝ่ายจะระบุสินค้าบางรายการมูลค่ารวมราว 30,000 ล้านดอลลาร์ ที่จะอาจได้รับการปรับลดเพดานภาษี
(ที่มา:สเตรทไทม์ส/รอยเตอร์ส)