เปิดงบการเงินอินฟลูเอนเซอร์สายข่าวรายได้ 33 ล้านบาท ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาจริยธรรมจากการ "ดูดคอนเทนต์" มาทำซ้ำเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ สะท้อนภาพความบิดเบี้ยวของ "เศรษฐกิจคอนเทนต์" ที่คนทำข่าวตัวจริงได้ค่าตอบแทนหลักหมื่น แต่คนนำไปตัดต่อกลับโกยเงินหลักแสนต่อคลิป จนสภาการสื่อฯ ต้องออกโรงเตือนถึงวิกฤตที่อาจทำลายระบบนิเวศสื่อในอนาคต
จากกรณี นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ออกโรงเตือนอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์สายเล่าข่าว ชี้พฤติกรรม "ดูดคอนเทนต์" นำผลงานข่าวไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรีแอ็กชันเพื่อหารายได้ ถือเป็นการเอาเปรียบคนทำงานสื่อและเสี่ยงผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ หวั่นโครงสร้าง "เศรษฐกิจคอนเทนต์" (Attention Economy) ทำลายระบบนิเวศสื่อ จนอาจไม่มีใครอยากลงทุนหาความจริงอีกต่อไป
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Watcharathit Katsri" ออกมาโพสต์ข้อความกรณีอินฟลูเอนเซอร์สายข่าวเพจดัง ที่มีรายได้พุ่งสูงถึง 33 ล้านบาทและฟันกำไร 13 ล้านบาทในปี 2567 จากการรับโปรโมตสินค้ามูลค่าหลักแสนบาทต่อคลิป กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึง ปัญหาด้านจริยธรรมและการเอาเปรียบคนทำงานสื่อ เนื่องจากความสำเร็จดังกล่าวมาจากการ "ดูดคลิป" ของนักข่าวภาคสนามที่ทำงานอย่างยากลำบากแต่ได้เงินเดือนระดับพื้นฐาน มาตัดต่อทำคอนเทนต์เพื่อสร้างรายได้ให้ตนเอง แม้ในมุมมองการทำธุรกิจจะถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถตั้งเป็นบริษัทและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างเป็นระบบ
แต่พฤติกรรมนี้ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าไม่ต่างจากการ ขโมยผลงานและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งผู้เขียนบทความหวังว่าประเด็นนี้จะเป็นบทเรียนและแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ที่เตือนสติให้อินฟลูเอนเซอร์ทุกสายเลิกพฤติกรรมมักง่าย และตระหนักถึงความถูกต้องชอบธรรมมากกว่าเพียงแค่ความเก่งกาจในการกอบโกยรายได้ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"อินฟูลฯ คนนั้นที่นั่งดูดคลิป ตัดต่อคลิปในห้องแอร์เย็นๆ ไม่ต้องไปลงพื้นที่ทำข่าวภาคสนาม พบมีรายได้ 33 ล้าน กำไร 13 ล้าน โดยรับงานพูดโปรโมทสินค้าสั้นๆ คลิปละแสน+++ ขณะที่อินฟูดีๆ ที่ลงทุนถ่ายทำเองมีต้นทุนการทำงาน หลายคนยังขายงานต่อชิ้นหลักพันหลักหมื่นอยู่เลย ส่วนนักข่าวภาคสนามในพื้นที่เงินเดือน 16,000-25,000 แต่ถูกดูดคลิปไปดื้อๆ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000,000
ปี 66 รายได้ 8,712,419.93 กำไร 2,825,481.59
ปี 67 รายได้ 33,615,551.66 กำไร 13,957,201.55
เรทการ์ดนางรับงานต่อคลิปเพื่อโปรโมทสินค้า แคมเปญ และบริการความยาวไม่เกิน 2-3 นาทีเฉลลี่ยอยู่ที่ 120,000 บาท++ ต่อชิ้น และทั้งปีมีคนซื้องานจากนางมากกว่า 20-30 เจ้าไม่รวมงานจ้างอื่นๆ แล้วกูจะเก่งไปทำไมในเมื่อแค่นั่งเหลือกตามองบนคุยกับแม่ซื้อ กับกำแพง แล้วดูดคลิปคนอื่นมาตัดต่อก็หาเงินได้ 33 ล้าน แถมยังได้รางวงรางวัลบนเวทีอินฟูอีก ซึ่งไม่รู้ว่าเอาเกณฑ์อะไรมาตัดสิน
ส่วนที่ว่าทำไมมีต้นทุนตั้ง 16 ล้านนั้น อันนี้ส่วนตัวในมุมคนทำบนิษัทเหมือนกันคือ แสดงว่าเขาอาจจะมีการจ้างทีมงาน เพราะอินฟูคนนี้ทำในรูปแบบบริษัทครับ แล้วก็น่าจะมีทีมงานเอาแค่งาน Operation ทั่วไปที่ทุกบริษัทต้องมีเป็นพื้นฐาน ค่าจ้างเดือนนึงก็หลายแสนแล้ว ยังไม่รวมโปรดักชั่น ไม่แน่ว่าตัวเขาเองอาจจะมี ผู้จัดการส่วนตัวไหมหรือมีเลขาฯ หรือเปล่าที่เอาไว้คอยติดต่อประสานงาน รับงาน ขายงาน หรือว่ามีทีม AE ด้วยมั้ย ซึ่งทั้งหมดมันก็ต้องจ้าง และมีหัก% แบ่งกัน ซึ่งตีเป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย
รวมถึง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ ค่าเน็ต ค่าเช่าตึก แม้แต่ซื้อของในเซเว่น มันสามารถตีเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้โดยออกบิลเป็นหัวบริษัท แม้จะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็ตามก็สามารถทำได้เช่นกันครับ สมมติว่าถ้าซื้อรถใหม่ ก็สามารถซื้อในนามบริษัทได้ แล้วสามารถใช้เพื่อหักภ าษีขายในปีแรกได้ด้วย โดยทั่วไปเขาทำแบบนี้ครับ แต่ inside ลึกๆ กับผมต้องอ่านงบการเงินของบริษัทเขาจริงๆ จะรู้ว่ามันมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งไม่สามารถอ่านได้ เพราะไม่ใช่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่จะเห็นข้อมูลรายรับรายจ่ายแบบละเอียดได้ ข้อมูลพวกนี้ถ้าเป็นบริษัททั่วไปมันอยู่ที่สรรพากรครับ ซึ่งเราเข้าถึงไม่ได้ เพราะไม่ใช่ข้อมูลบริษัทเรา
อย่างไรก็ตามถ้ามองในมุมว่าปั้นตัวเองมาได้ขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้นก็นับว่าเก่ง แต่ความเก่งกับความถูกต้องมันต้องแยกกัน เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ได้ถูกต้อง และเป็นการขโมยผลงานคนอื่นเพื่อใช้มาเสริมความเก่งของตัวเอง เพื่อที่จะต่อยอดไปสู่การได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการโกงผู้อื่น และหวังว่าเคสเนี่ยจะเป็นเคสที่ทำให้พวกอินฟูฯ มักง่ายต่างๆ ไม่ใช่แค่อินฟูสายข่าวแต่หมายถึงทุกๆ สายที่อาจจะ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้เท่าถึงการณ์แต่ก็ยังทำ จะได้สะดุ้งกันบ้างว่าเวลามันมีผลกระทบตีกลับมามันแรงขนาดไหน"