สื่อกัมพูชาตีข่าว การที่ไทยอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 580 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯของ "ยิม เลียก" นักธุรกิจชาวกัมพูชา กำลังได้รับความสนใจจากนานาชาติมากขึ้นเรื่อยๆ อ้างรายงานพิเศษหนึ่งในเกาหลีใต้ เตือนว่ามันก่อความกังวลร้ายแรงเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลของกระบวนการยุติธรรม, ความไม่สอดคล้องของกฎข้อบังคับและความปลอดภัยในทรัพย์สินของนักลงทุนต่างชาติ
เว็บไซต์ข่าวขแมร์ทูเดย์ ระบุว่าความกังวลนี้มีขึ้นในช่วงเวลามี่สำคัญยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างกับเกาหลีใต้ ทั้ง 2 ประเทศกำลังมุ่งหน้าสู่การปฏิบัติตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม(EPA) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
สื่อกัมพูชาแห่งนี้ อ้างว่าเกาหลีใต้ปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะบ่อเกิดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงต้นปี 2023 (ข้อเท็จจริงคือจีน) ขณะที่มียื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 60,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 จากสถานการณ์ดังกล่าว ความเคลื่อนไหวบังคับใช้กฎหมายล่าสุดกำลังถูกมองโดยพวกนักวิเคราะห์ว่ามันอาจเป็นบททดสอบสถานะความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขแมร์ทูเดย์ อ้างรายงานพิเศษรายหนึ่งหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2026 โดย Diplomacy Journal Korea สื่อด้านการทูต ธุรกิจและวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ ระบุว่าคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ ยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชาและภรรยา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ไทยอายัดทรัพย์สินกว่า 580 ล้านดอลลาร์(ราว 19,000 ล้านบาท) แม้ยังไม่มีการยื่นฟ้องทางอาญาอย่างเป็นทางการ
รายงานระบุว่าการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ว่ากันว่ามีสาเหตุมาจากการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพียงครั้งเดียว มูลค่าประมาณ 165,000 ดอลลาร์
สื่อมวลชนกัมพูชาแห่งนี้ ระบุต่อว่า ในรายงานอ้างบรรดาตัวแทนทางกฎหมายจาก Dentons Pisut โต้แย้งว่าขนาดของการอายัดทรัพย์ ซึ่งเกือบ 4,000 เท่าของการทำธุรกรรมที่เป็นประเด็นปัญหา เพิ่มข้อสงสัยร้ายแรงเกี่ยวกับความสมเหตุสมผลของกระบวนการยุติธรรม รายงานอ้างพวกนักวิเคราะห์เตือนว่าความไม่สอดคล้องกันนี้อาจก่อสัญญาณแห่งความกังวลในวงกว้าง เกี่ยวกับแนวทางการการใช้กลไกการบังคับใช้ทางการเงิน
นอกเหนือจากประเด็นโต้แย้งทางกฎหมายแล้ว ขแมร์ทูเดย์ยังอ้างด้วยว่ารายงานของ Diplomacy Journal Korea ได้เน้นย้ำว่ามีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆในหมู่นักลงทุนชาวเกาหลี ในสิ่งที่พวกผู้เชี่ยวชาญให้คำจำกัดความว่าเป็น "ความเสี่ยงต่างๆนานาที่ผสมปนเป" กรณีเงินที่ดำเนินการผ่านระบบการเงินร่วมที่ใช้กันโดยทั่วไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจตกอยู่ภายใต้มาตรการบังคับใช้กฎหมายได้ ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำผิดหรือไม่ก็ตาม
ในรายงานอ้างอิงของนักวิเคราะห์บ่งชี้ว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินงานในประเทศไทย ตามรายงานของขแมร์ทูเดย์ พร้อมระบุว่า สำหรับนักลงทุนต่างชาติ คดีนี้กำลังถูกมองมากขึ้นเรื่อยๆ
ขแมร์ทูเดย์ อ้างต่อว่า สำหรับนักลงทุนต่างชาติแล้ว คดีนี้กำลังถูกมองว่าเป็นมากกว่าประเด็นทางกฎหมายแบบโดดๆ มันกำลังกลายมาเป็นบททดสอบอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับศักยภาพของไทย ในการหาสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎระเบียบทางการเงินอย่างเข้มงวดกับความโปร่งใส ความคาดการณ์ได้ และการคุ้มครองสิทธิของนักลงทุน
ขณะที่ไทยปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรผิดและยืนยันว่าความเคลื่อนไหวต่างๆนานาของพวกเขามีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ขแมร์ทูเดย์เน้นว่าประเด็นนี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการจับตามองอย่างเข้มข้นมากขึ้น จากทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและประชาคมธุรกิจระหว่างประเทศ
สื่อมวลชนกัมพูชารายงานปิดท้ายว่า ในขณะที่คดีคืบหน้าไปเรื่อยๆ คาดหมายว่าผลลัพธ์ของคดีจะก่อผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ยังรวมถึงกับชื่อเสียงของไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
(ที่มา:ขแมร์ทูเดย์)