สื่อมวลชนกัมพูชาเรียกร้องประชาชนชาวเขมร ให้เดินหน้าบอตคอตต์ หยุดใช้บริการหรือซื้อสินค้าของไทยต่อไป และเลิกฝันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของไทย หากหวังเห็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเติบโตขึ้น พร้อมอ้างคำสัมภาษณ์ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา กำลังส่งผลกระทบอย่างหนัก ผลจากการปิดชายแดนระหว่าง 2 ชาติ
รายงานของเคบีเอ็นระบุว่า "เราขอเรียกร้องพี่ชายน้องชายและพี่สาวน้องสาว เดินหน้าบอยคอตต์สินค้าไทย หยุดใช้บริการ หยุดซื้อและหยุดฝันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของไทย ถ้าคุณต้องการเห็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มีความหวังว่าจะเติบโตขึ้นและมอบการจ้างงานแก่พลเรือนของเรา ชาวเขมรจำเป็นต้องช่วยใช้สินค้าเขมร เพื่อที่ประชาชนชาวเขมรจะสามารถเติบโตขึ้นได้ในอนาคต"
สำนักข่าวเคบีเอ็นอ้างรายของเดอะเนชั่น สื่อมวลชนไทยภาคภาษาอังกฤษ ระบุว่าเกือบ 1 ปีหลังข้อพิพาทด้านชายแดนและปิดชายแดนติดกับกัมพูชา ปะธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ยอมรับว่าการค้าชายแดนทางบก ร่วงลงราวๆ 180,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจต่างๆตามแนวชายแดนต้องปิดลงไปแล้วเกือบๆ 30%
เคบีเอ็นอ้างคำกล่าวของนายวทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ระบุเมื่อเร็วๆนี้ ว่าธุรกิจต่างๆตามแนวชายแดน ปิดตัวลงไปแล้วราว 30% เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป ขณะที่บริษัทอื่นๆอีกจำนวนมากได้ระงับการจ้างงาน ปรับลดต้นทุนคลังสินค้าและหั่นเงินเดือนพนัพงาน เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
รายงานของเคบีเอ็น ระบุว่าความตึงเครียดนี้ ประกอบกับความเคลื่อนไหวต่อต้านสินค้าไทนนกัมพูชา ได้กลายมาเป็น "โอกาสทอง" สำหรับเวียดนาม, มาเลเซียและสิงคโปร์ ในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเข้ามาแทนที่สินค้าไทย รายงานเน้นย้ำว่า "มูลค่าการค้าของสิงคโปร์กับกัมพูชา เพิ่มขึ้นกว่า 20% เวียดนามเพิ่มขึ้นกว่า 20% และมาเลเซีย เพิ่มขึ้นราวๆ 30-40%"
ในรายงานของเคบีเอ็น อ้างคำกล่าวของนายวิทัศน์ บอกต่อว่า "ในขณะที่กัมพูชาและไทยยังคงมีข้อพิพาทกันอยู่ ชาติอื่นๆจะเข้ามายึดตลาด ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้สินค้าของไทยลดลง ไม่ใช่แค่ต้นทุนการขนส่ง แต่ยังรวมถึงการบอยคอตต์สินค้าไทย ซึ่งทำให้คำสั่งซื้อลดลงอย่างมากมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว"
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เคบีเอ็น อ้างความเห็นของ Dr. Nhil Ratha ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในกัมพูชา มองว่าไทยกำลังใช้ตัวเลขความสูญเสียทางการค้า แสดงให้ฝ่ายกัมพูชาและประชาคมนานาชาติเห็นว่า "เรากำลังเจ็บปวด" และมันคือภาษาการทูตททางอ้อม สำหรับเปิดทางเจรจา โดยไม่เสียหน้า
ในมุมมองของ Dr. Nhil Ratha เชื่อว่าเวลานี้หอการค้าไทยและพวกนักลงทุนกำลังถาโถมแรงกดดันใส่รัฐบาล ปล่อยข่าวนี้ออกมาเพื่อเป็นการเป็นการตอบสนองต่อเสียงคร่ำครวญของบรรดานักธุรกิจไทยที่ไม่สามารถทนต่อการปิดชายแดนได้อีกต่อไป
เขาอ้างอีกว่าจากการปิดชายแดนและความขัดแย้งก้าวร้าวกับกัมพูชา ไทยเป็นฝ่ายที่ต้องสูญเสียเงินมากกว่า ส่วนกัมพูชาประสบปัญหาเกี่ยวกับอุปทาน ดังนั้นเวลานี้ไทยอาจเริ่มรู้สึกเสียใจมากกว่าเดิม ถ้ากัมพูชาตัดสินใจหันไปหาสินค้าจีนและเวียดนามเป็นการถาวร เพราะว่าไทยจะสูญเสีย 80%ของรายได้นี้ไปตลอดกาล
(ที่มา:เคบีเอ็น)