ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปิดบาดแผลในชีวิตวัยเด็กและเดิมพันด้วยการ “พลีชีพทางสังคม” ของ “ทราย สก๊อต” ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์อาณาจักรแสนล้าน “บุญรอดบริวเวอรี่” ของ “ตระกูลภิรมย์ภักดี” จนมิอาจนิ่งเฉยต่อไปได้
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “เรื่องส่วนตัว” แต่เป็นบทสะท้อนถึง “ธรรมนูญครอบครัวตระกูลใหญ่” และ “บรรษัทภิบาล” ที่กลุ่มสิงห์เคลมว่าโปร่งใสนั้นแท้จริงแล้ว “ใช้ได้จริง” หรือไม่?
หลังทรายกล่าวหาว่าตนเองถูกพี่ชายแท้ ๆ คือ “พาย-สุนิษฐ์ สก๊อต” ล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก และระบุว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ความพยายามร้องเรียนภายในตระกูลกลับถูกเพิกเฉย ทำให้สังคมต่างตั้งคำถามถึงความยุติธรรมและการใช้อำนาจภายในตระกูลภิรมย์ภักดี
ตามต่อด้วยปมเรื่องปมปัญหาใหญ่เรื่องผลประโยชน์และข้อพิพาทเรื่องมรดกที่ดินย่านหัวหิน/เอกมัยมูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งทรายระบุว่าถูกกดดันอย่างหนักถึงขั้นมีการสั่ง ตัดน้ำ ตัดไฟ และถูกยื่นฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ที่ควรจะเป็นสิทธิ์มรดกของเขา ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนและแผนธุรกิจในอนาคตของเขาต้องกลายเป็นศูนย์ทันที
สิรณัฐ สก๊อต หรือ “ทราย” เป็นบุตรชายของ จีรานุช ภิรมย์ภักดี และเป็น “หลานตา” - จำนงค์ ภิรมย์ภักดี อดีตประธานกรรมการบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด
ทรายถือเป็นสมาชิกรุ่นที่ 4 ของตระกูลภิรมย์ภักดี ตระกูลที่เติบใหญ่จากโรงต้มเบียร์แห่งแรกของไทย ที่กำลังติดปีกทะยานสู่ความเป็น “กลุ่มทุนไร้พรมแดน” โดยมี 5 เสาธุรกิจหลัก ประกอบด้วย
หนึ่ง กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม หัวเจาะหลักที่สร้างกระแสเงินสดมหาศาล ครองมาร์เก็ตแชร์เบียร์ในประเทศเป็นอันดับต้น ๆ และส่งออกไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
สอง กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดย บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ยักษ์ใหญ่ด้านบรรจุภัณฑ์แก้วและพลาสติกที่ส่งออกไปทั่วภูมิภาคอาเซียน
สาม กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S บุกเบิกทั้งอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย อาคารสำนักงานเกรด A และธุรกิจโรงแรมระดับโลก ภายใต้แบรนด์ S Hotels & Resorts (SHR)
สี่ กลุ่มธุรกิจระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ การจัดส่งสินค้าแอลกอฮอล์และโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ ถูกพัฒนาจนกลายเป็นบริษัทโลจิสติกส์ครบวงจรที่รับงานจากภายนอกตระกูล
ห้า กลุ่มธุรกิจอาหารและค้าปลีก ผ่านบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เข้าซื้อและร่วมทุนในกลุ่มธุรกิจอาหาร ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น เส้นลามี และกลุ่มซอสปรุงรส เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่
กลุ่มธุรกิจของสิงห์ มีแม่ทัพใหญ่ในปัจจุบันคือ “เต้ - ภูริต ภิรมย์ภักดี” ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) ร่วมกับ “ต๊อด - ปิติ ภิรมย์ภักดี” ในตำแหน่งกรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่
หากผ่าโครงสร้างงบการเงินและตัวเลขรายได้-ผลกำไรของอาณาจักร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือ ปี 2567-2568 จะเห็นภาพของกลุ่มทุนที่กำลังเผชิญกับการปรับฐานโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งการรับมือกับต้นทุนพลังงาน และการทรานส์ฟอร์มไปสู่ธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม โดยผลประกอบการของแต่ละกลุ่มธุรกิจ มีดังนี้
กลุ่มเครื่องดื่มและการบริหารหลัก : บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด รายได้ ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 3,950 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,135 ล้านบาท ส่วนปี 2568 รายได้รวม ประมาณ 3,892 ล้านบาท กำไรสุทธิ อยู่ที่ประมาณ 3,085 ล้านบาท ซึ่งรายได้บริษัทฯ มีอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้สูงถึง ราวๆ 79% เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะมาจากค่าลิขสิทธิ์เครื่องดื่ม ค่าบริหารจัดการ และเงินปันผล ที่ส่งกลับมาจากบริษัทปฏิบัติการในเครือ ทำให้โครงสร้างต้นทุนต่ำและทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก : บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) รายได้รวม ปี 2567 ประมาณ 15,095 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 5,566 ล้านบาท กำไรสุทธิ 66 ล้านบาท ปี 2568 รายได้รวม 13,988 ล้านบาท กำไรขั้นต้น 5,457 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1,366 ล้านบาท
แม้ สิงห์ เอสเตท จะรายงานทางบัญชีราว 1,366 ล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน/การปรับปรุงสินทรัพย์ แต่ในแง่ของรายได้ประจำกลุ่มธุรกิจโรงแรม เช่น แบรนด์ S Hotels & Resorts ยังคงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหลัก โดยทำรายได้ทะลุ 10,299 ล้านบาท คิดเป็น 74% ของรายได้รวมทั้งหมด
กลุ่มบรรจุภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ : บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC รายได้รวม ปี 2567 ประมาณ 14,083 ล้านบาท รายได้รวม ปี 2568 ประมาณ 13,368 ล้านบาท ส่วนกำไรจากการดำเนินงาน พุ่งขึ้น 18.9% อยู่ที่ 2,368 ล้านบาท จากปี 2567 ที่ 1,992 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิ ปี 2568 อยู่ที่ 88 ล้านบาท
กำไรสุทธิของ BGC หดตัวลงเหลือ 88 ล้านบาท ทั้งที่กำไรจากการดำเนินงาน พุ่งทะยาน เป็นผลมาจาก "รายการพิเศษครั้งเดียว" ราว 200 ล้านบาท ที่เกิดจากการปิดเตาหลอมแก้วที่โรงงานปทุมธานี เพื่อปรับประสิทธิภาพการผลิตระยะยาวและหันไปลุยตลาดกระป๋องอลูมิเนียมเพิ่มเติม
หากคำนวณมูลค่าพอร์ตรายได้รวมแบบรวมทุกขาธุรกิจ อาณาจักรบุญรอดบริวเวอรี่ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในมือไม่ต่ำกว่า 1.5 - 2 แสนล้านบาทต่อปี
กระนั้นก็ดี คงต้องบอกว่า ต่อให้อาณาจักรบุญรอดฯ จะยิ่งใหญ่ ขยายธุรกิจไปไกลระดับโลกเพียงใด แต่เรื่องของทรายได้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวและพลิกผันสั่นสะเทือนอาณาจักรสิงห์หลายริกเตอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“สิงห์เฉย” ดาบสองคม ฉุดภาพลักษณ์
หากถอดรหัสจากคำให้สัมภาษณ์ของ “ทราย - สิรณัฐ สก๊อต” ในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ปมพาดพิงถึงผู้บริหารระดับสูงอย่าง “ต๊อด - ปิติ ภิรมย์ภักดี” และผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ว่าตนเองเคยนำคลิปเสียงและหลักฐานไปร้องเรียนและขอความช่วยเหลือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน แต่กลับถูกปฏิเสธและไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนั้น ในเชิงโครงสร้างองค์กรและจิตวิทยาครอบครัวใหญ่ สามารถวิเคราะห์เหตุผลหลักในมิติที่ว่าเป็น “เรื่องภายในครอบครัวสายย่อย”
แม้ภายนอกสังคมจะมองว่าทุกคนคือนามสกุลเดียวกัน แต่อาณาจักรหมื่นล้านมีการแบ่งโครงสร้างสายบริหารแยกย่อยชัดเจน (สายของ สันติ, สายของ จำนงค์, สายของ วาปี) ในฝั่งของ “ต๊อด-ปิติ” และ ภูริต ภิรมย์ภักดี อยู่ในสายบริหารแกนหลักของธุรกิจโฮลดิ้ง ขณะที่ ทราย- สก๊อต และ พาย - สุนิษฐ์ สังกัดสายครอบครัวของ จีรานุช ภิรมย์ภักดี ผู้เป็นบุตรสาวของ จำนงค์
ในวัฒนธรรมกงสีใหญ่ ผู้บริหารสายหนึ่งมักจะเลือกที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงข้อพิพาท หรือคดีความส่วนตัวของสายเครือญาติอื่น เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างสายเลือด การร้องขอของทรายในอดีตจึงถูกมองว่าเป็น “เรื่องภายในบ้านของสายจีรานุช” ที่คนนอกสายบริหารไม่ควรใช้อำนาจองค์กรเข้าไปก้าวก่าย
แม้ในอดีตผู้บริหารจะนิ่งเฉยเพราะมองเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อทรายเลือกวิธี "ทุบหม้อข้าว" เปิดหน้าแฉกลางสื่อจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาที่แบรนด์ “สิงห์” ถูกกระแสสังคมแบน ส่งผลให้ ภูริต ภิรมย์ภักดี ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ งัดมาตรฐานเชิงบรรษัทภิบาล (Corporate Governance Shift) ลงดาบสั่งปลด พาย-สุนิษฐ์ พ้นทุกตำแหน่งทันทีในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภาพรวมองค์กรเป็นสำคัญ
ในด้านการบริหารวิกฤต การเทกแอ็กชันของกลุ่มบุญรอดฯ กระแสสังคมมองว่า “เชื่องช้ามาก” เพราะข้อเท็จจริงชี้ชัดว่า “ทราย สก๊อต” ได้พยายามเรียกร้องความยุติธรรมภายในตระกูลมานานกว่า 3 ปี แต่ถูกกดทับด้วยอำนาจเงินและระบบกงสี คำถามคือหากทรายไม่เลือกวิธี “พลีชีพทางสังคม” เปิดหน้าแฉกลางรายการโหนกระแส จนกลายเป็นกระแสไวรัล ผู้บริหารสิงห์จะยังคงนิ่งเฉยและปล่อยให้ทรายถูกฟ้องขับไล่และตัดน้ำตัดไฟต่อไป ใช่หรือไม่?
อย่างไรก็ดี ในมุมมองบรรษัทภิบาลและการบริหารความเสี่ยง การออกแถลงการณ์ลงดาบสั่งฟัน “พาย - สุนิษฐ์ สก๊อต” ให้พ้นจากทุกตำแหน่งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังกระแสข่าวพีคสุด ถือว่า "รวดเร็วและเด็ดขาดมาก" ในโลกธุรกิจ การปลดทายาทสายเลือดเด่นออกจากตำแหน่งในกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ภูริต ภิรมย์ภักดี เลือกที่จะใช้มาตรฐานสากลตัดสิทธิ์ทางธุรกิจของพี่ชายทรายทันที เพื่อส่งสัญญาณว่า "แบรนด์สิงห์" จะไม่ยอมเป็นตัวประกันให้แก่วิกฤตส่วนตัวของสมาชิกคนใดคนหนึ่ง
ที่ผ่านมา พาย สุนิษฐ์ ได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเครือสิงห์ ทั้งที่ไม่ใช่ทายาทสายตรง เป็นเพราะเขาเลือกที่จะ “เล่นตามเกม ผูกมิตรกับสายอำนาจในบ้าน และทำตัวเป็นระบบนิเวศเดียวกับกงสี” แตกต่างจากทรายที่เลือกจะตั้งคำถาม ทวงคืนสิทธิ์ และทุบหม้อข้าวเพื่อความถูกต้อง แต่ความภักดีในครอบครัวก็ไม่อาจคุ้มครองพายได้ตลอดไป เพราะทันทีที่พฤติกรรมในอดีตลุกลามกลายเป็น “ความเสี่ยงร้ายแรงขององค์กร”ผู้บริหารสูงสุดของสิงห์ก็พร้อมที่จะดีดพายออกจากระบบทันทีในชั่วข้ามคืนเพื่อรักษาภาพรวมของอาณาจักรไว้
แม้แถลงการณ์ลงดาบ “พาย - สุนิษฐ์ สก๊อต” ที่ออกมาจะยังไม่อาจดับอารมณ์สังคม แต่ถือว่าดับไฟที่กำลังลามไหม้แบรนด์สิงห์ได้ระดับหนึ่ง ทำให้กระแสการรณรงค์แบนสินค้าในโลกออนไลน์ลดความรุนแรงลง แต่ภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ในตระกูลบางคนที่ถูกพาดพิงว่าเพิกเฉยในอดีต เช่น “ต๊อด - ปิติ” หรือ จีรานุช - มารดา ยังคงถูกตั้งคำถามจากสังคมในมิติของ “มนุษยธรรมและศีลธรรม” อยู่ดี
หากถอดรหัสวิกฤตครั้งนี้ผ่านเลนส์การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) และ Brand Equity (คุณค่าตราสินค้า) ต้องยอมรับว่ากรณีของ “ทราย สก๊อต” สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับ “สึนามิทางภาพลักษณ์” ที่ส่งผลกระทบต่ออาณาจักรบุญรอดบริวเวอรี่ในระดับลึก โดยเฉพาะผลสะเทือนอย่างหนักต่อ “ทุนทางสังคม” ของแบรนด์ จากเรื่องในบ้านสู่ประเด็นความอ่อนไหวระดับสากลที่สังคมยุคใหม่ไม่ยอมรับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กในครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว
ยังมีภาพลักษณ์ซีเอสอาร์กับความเป็นจริงของทายาทที่มีความย้อนแย้งเชิงประจักษ์ระหว่างสิ่งที่แบรนด์พยายามขายต่อสังคมกับสิ่งที่เกิดกับคนในสายเลือด นั่นคือ “สิงห์อาสา” กู้ภัยสิ่งแวดล้อม โอบอุ้มชุมชนคนตัวเล็ก ๆ ชูธงด้านความยั่งยืนและมนุษธรรม ทว่า ทราย ทายาทสายเลือดเจน 4 กลับถูกสั่งปิดร้าน ฟ้องขับไล่ ตัดน้ำ ตัดไฟ เพื่อบีบให้สยบยอม ซึ่งสะท้อนว่า ระบบธรรมนูญครอบครัวและบรรษัทภิบาลที่สิงห์เคลมว่าโปร่งใสนั้น “ใช้ไม่ได้จริง”
นี่คือบาดแผลทางกลยุทธ์แบรนด์ ที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ “สิงห์” จะล้างคราบความย้อนแย้งนี้ออกไปจากใจของคนในสังคมได้