xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าแผน Meta ปลดพนักงาน 8,000 คน เดิมพันครั้งใหญ่กับ AI ท่ามกลางกำไรมหาศาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เช้าตรู่ของวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 พนักงานบริษัทแม่เฟซบุ๊กอย่างเมต้า (Meta) สาขาสิงคโปร์ตื่นขึ้นมาพบอีเมลเขย่าหัวใจ แจ้งว่าหลายคนไม่มีงานทำอีกต่อไป

รายงานชี้ว่าอีเมลแจ้งเลิกจ้างพนักงานยังกระจายต่อเนื่องไปยังสำนักงานในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา รวมแล้วกว่า 8,000 ตำแหน่ง หรือประมาณ 10% ของพนักงานทั่วโลก ที่ถูกลอยแพพร้อมกันในวันเดียว

สื่อต่างประเทศเชื่อว่านี่คือการปลดพนักงานระดับบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดของ Meta นับตั้งแต่ "Year of Efficiency" ในปี 2565–2566 ซึ่งในครั้งนั้น มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอได้ตัดตำแหน่งงานออกไปกว่า 21,000 ตำแหน่ง แต่ครั้งนั้นบริษัทกำลังแก้ปัญหาการขยายตัวเกินตัวในยุคโควิด ส่วนครั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าแม้บริษัทจะมีกำไรดี แต่ก็เลือกปลดพนักงานอยู่ดี

***ตัดคน ทั้งที่ไม่ขาดทุน


ตัวเลขทางการเงินของ Meta ในไตรมาสแรกปี 2569 ไม่ได้บ่งชี้ถึงบริษัทที่กำลังย่ำแย่แต่อย่างใด รายได้แตะ 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิ 2.68 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ท่าทีของ Mark Zuckerberg ผ่านจดหมายบันทึกภายในนั้นชัดเจน โดยย้ำว่าการแข่งขันด้าน AI นั้นรุนแรงมาก และบริษัทยังไม่อาจการันตีได้ว่าศึกนี้บริษัทจะทำสำเร็จหรือไม่

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอ Meta บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอทส์แอป
ความเห็นนี้สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนที่น่าตกใจ Meta ประกาศแผนใช้จ่ายด้านทุน (capex) ระหว่าง 1.25–1.45 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบ 2 เท่าของที่ใช้ไปในปี 2568 เงินก้อนมหาศาลนี้มุ่งไปที่ศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตรง

หากจะพูดให้ง่าย คือ Meta นั้นต้องการปลดล็อกพื้นที่ในงบดุล เพื่อเดิมพันกับอนาคตที่บริษัทเชื่อว่ากำลังจะมาถึง ดังนั้นการปรับโครงสร้างพนักงานรอบนี้จึงไม่ใช่แค่ปลดหรือเลิกจ้าง แต่ยังหมายถึงการจัดแถวทัพใหม่ให้บริษัท​ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Meta มีพนักงานอยู่ราว 80,000 คน

การปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงมี 2 มิติที่ต้องมองพร้อมกัน ฝั่งหนึ่งคือการปลดพนักงาน 8,000 คนและยกเลิกตำแหน่งเปิดรับอีก 6,000 ตำแหน่ง อีกฝั่งคือการโยกย้ายพนักงานราว 7,000 คนไปสู่ตำแหน่งที่เน้น AI โดยตรง และรวบรวมกองทัพเข้าสู่องค์กรใหม่ 4 กลุ่ม

ซัคเกอร์เบิร์กเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า "ปี 2569 จะเป็นปีที่ AI เริ่มเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของทีม Meta อย่างถอนรากถอนโคน" และสิ่งที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ก็คือการแปลคำพูดนั้นให้กลายเป็นโครงสร้างองค์กรใหม่

สื่อต่างประเทศอย่างบลูมเบิร์ก รายงานว่า Meta เริ่มแจ้งพนักงานราว 8,000 คนในวันพุธ (20) ด้วยอีเมลแจ้งเลิกจ้างที่ทยอยส่งถึงกล่องข้อความตั้งแต่ตี 4 ตามเวลาท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม คำถามเรื่องวัฒนธรรมองค์กรนั้นยังเป็นช่องโหว่ใหญ่ เพราะนับตั้งแต่ปี 2565 เจ้าพ่ออย่าง Meta ได้ปลดพนักงานออกไปรวมแล้วกว่า 30,000 คน ตัวเลขนี้ทิ้งรอยแผลใหญ่ไว้ในวัฒนธรรมองค์กร ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Jeremy Bernier วิศวกรซอฟต์แวร์อาวุโสที่เพิ่งถูกปลด เขียนบน X ถึงสภาพการทำงานที่เลวร้าย โดยชวนให้ผู้อ่านลองนึกภาพว่าทุก 6 เดือน จะมีคนหนึ่งในทีมถูกไล่ออกอยู่เสมอ

สำหรับพนักงานต่างชาติในสหรัฐฯ และสิงคโปร์ ผลกระทบนั้นมีทั้งเรื่องรายได้ และเรื่องปัญหาวีซ่ารวมถึงสถานะการพำนัก ซึ่งเป็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เงินเดือนหลักแสนดอลลาร์ที่หลายคนเคยคิดว่าคือความมั่นคง

***Meta ไม่ได้ทำคนเดียว

Meta ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ปรับโครงสร้างใหม่ เพราะอเมซอน (Amazon) ก็ประกาศปลดพนักงานฝ่ายองค์กรหรือ corporate กว่า 16,000 คนในเดือนมกราคม ตามด้วยรอบที่ 2 ที่กระทบแผนกหุ่นยนต์หรือ robotics ในเดือนมีนาคม ขณะที่ออโตเดสก์ (Autodesk) ก็ลงดาบตัด 7% ของพนักงาน ยังมีพินเทอร์เรส (Pinterest) ที่ลดพนักงานลง 15% และ Atlassian ที่ประกาศปลด 1,600 ตำแหน่ง โดยทุกบริษัทล้วนอ้างเหตุผลเดียวกัน นั่นคือการโยกทรัพยากรสู่ AI

ในส่วนของ Meta รายงานระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านทุนของ Meta ในปี 2569 นั้นสูงกว่าปีก่อนกว่า 2 เท่า มูลค่ามหาศาลนี้สะท้อนความยิ่งใหญ่ของเดิมพันที่บริษัทที่มีกำไรงามที่สุดในโลกยังรู้สึกว่าต้องทำ เพื่อไม่ให้ตกขบวน AI


สำหรับผู้อยู่ในอุตสาหกรรมเทคไทย เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวห่างไกล เพราะสิงคโปร์ซึ่งเป็นฮับหลักของบริษัทเทคตะวันตกในภูมิภาคนี้คือจุดแรกที่ถูกกระทบ วิศวกร นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และนักการตลาดจำนวนหนึ่งที่ถูกปลดนั้น มีคนไทยและคนในภูมิภาคอาเซียนอยู่ด้วย

คำถามที่สำคัญนั้นมีทั้ง "ใครถูกปลด" และ "ตำแหน่งอะไรถูกปลด" คำตอบคืองานที่ถูกปลดล้วนเป็นงานที่ AI ทำแทนได้ และไม่ได้อยู่ในเส้นทางการลงทุนหลักของบริษัท ในทางตรงข้าม ตำแหน่งด้าน machine learning, AI infrastructure, data engineering และ AI safety กลับเป็นที่ต้องการมากขึ้น

ดังนั้น การปลดพนักงาน 8,000 คนของ Meta ในปลาย พ.ค. 69 ไม่ใช่สัญญาณของบริษัทที่กำลังล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณของอุตสาหกรรมที่กำลังเดินทางด้วยความเร็วสูง และต้องการปรับรูปแบบใหม่เพื่อขึ้นรถให้ทัน มุมมองนี้ทำให้หุ้นของ Meta ยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่ากลยุทธ์ AI ของบริษัทจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

สำหรับ 8,000 คนที่ได้รับอีเมลเลิกจ้างงาน ชื่อ Meta ใน Resume อาจเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ได้ ขอให้คิดว่าการถูกปลดออกจากงานไม่ได้แปลว่าใครไม่เก่ง แต่แปลว่าบริษัทเปลี่ยนทิศทางเท่านั้น.