(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/05/xi-and-putin-tout-new-type-of-world-order-in-beijing/)
Xi and Putin tout ‘new type’ of world order in Beijing
But is their alliance really that strong?
by Marcin Kaczmarski
21/05/2026
ไม่ถึงอาทิตย์หลังจากเป็นเจ้าภาพต้อนรับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก็ได้ต้อนรับ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่เดินทางมากรุงปักกิ่ง ไม่เหมือนกับการเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ การมาของปูตินมีลักษณะเป็นการพบปะหารือกันอย่างเป็นกิจวัตรมากกว่า ทั้งนี้ประธานาธิบดีจีนและประธานาธิบดีรัสเซียได้พบปะกันมากกว่า 40 ครั้งแล้วนับตั้งแต่ปี 2013 โดยคราวล่าสุดที่เจอกันนี้คือการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของปูติน
ความถี่ของการพบปะหารือกันในตัวมันเองคือประจักษ์พยานของขนาดขอบเขตแห่งผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัฐทั้งสองที่กำลังขยายตัวออกไปไม่ได้หยุด และก็อย่างที่เป็นแบบแผนสำหรับการประชุมซัมมิตจีน-รัสเซียไปแล้ว สี กับ ปูติน ได้ลงนามในเอกสารหลายฉบับ [1] ภายหลังการเจรจากันของพวกเขา โดยเป็นข้อตกลงในด้านต่างๆ หลายหลากตั้งแต่เรื่องพลังงานไปจนถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา และด้านสื่อมวลชน
สี กับ ปูติน อาจจะมีความใกล้ชิดกัน ทว่าคำมั่นสัญญาของพวกเขาในเรื่องการร่วมมือประสานงานกันให้กว้างไกลออกไปอีก ยังยากที่จะหมายความว่ามิตรภาพระหว่างพวกเขาอยู่ในลักษณะ “ไม่มีข้อจำกัด” [2]
การที่ประเทศทั้งสองต่างคัดค้านฐานะความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเหนือใครในโลกของสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดรากฐานสำหรับความร่วมมือประสานงานกันระหว่างจีน-รัสเซียมาตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดสงครามเย็น ในคำแถลงฉบับหนึ่งเมื่อปี 1997 [3] ประเทศทั้งสองได้กล่าวประณาม “การใช้อำนาจบังคับให้ประชาคมระหว่างประเทศต้องยอมรับแบบแผนของโลกแบบที่มีขั้วอำนาจเพียงขั้วเดียว (uni-polar world pattern)” ขณะที่ไม่มีการเอ่ยชื่อสหรัฐฯออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่พวกเขาก็กล่าวเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า ไม่มีประเทศหนึ่งเดียวใดๆ ควรเข้าผูกขาดกิจการระหว่างประเทศทั้งหลาย
สี กับ ปูติน เน้นย้ำข้อความนี้อีกครั้งในการพบกันที่ปักกิ่งคราวนี้ พวกเขารับรองคำแถลงฉบับหนึ่งซึ่งพวกเขาคุยโว [4]ว่าจะสร้างระเบียบโลกแบบมีหลายขั้วขึ้นมา รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “รูปแบบใหม่” อย่างไรก็ดี การนำเอาถ้อยคำโวหารเช่นนี้มาสู่ภาคปฏิบัติได้เคยถูกพิสูจน์มาแล้วโดยตลอดว่าเป็นภารกิจที่สลับซับซ้อนยิ่ง
บ่อยครั้งที่มอสโกกับปักกิ่งเลือกใช้วิธีการที่ง่ายดายที่สุดและราคาไม่แพงที่สุดในการคัดค้านสหรัฐฯ ทั้งนี้อันดับแรกเลยพวกเขามุ่งโฟกัสที่การคอยสกัดกั้นแผนการริเริ่มต่างๆ และยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ซึ่งสหรัฐฯหนุนหลังอยู่ ด้วยการใช้อำนาจยับยั้งญัตติเหล่านี้ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
อย่างไรก็ตาม พวกเขาหยุดยั้งไม่มีการเปิดฉากใช้ความพยายามร่วมกันอย่างสำคัญใดๆ ในการท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ เรื่องนี้มองเห็นได้ชัดเจนจากการที่ทั้งสองประเทศตอบโต้อย่างเงียบเชียบต่อการโค่นล้มผู้นำเวเนซุเอลา นิโกลาส มาดูโร เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับให้ความสนับสนุนเพียงจำกัดแก่อิหร่านในสงครามที่ต่อสู้กับสหรัฐฯและอิสราเอล
เหตุผลประการหนึ่งของเรื่องนี้ คือลักษณะอสมมาตรในศักยภาพของพวกเขาที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รัสเซียนั้นขาดแคลนศักยภาพที่จะสนับสนุนจีนในปริมณฑลทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางของการแข่งขันชิงชัยกันระหว่างจีน-อเมริกา
ในแง่ของการช่วยเหลือเอาชนะมาตรการภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯบังคับเก็บจากสินค้าจีน มอสโกไม่สามารถเสนออะไรให้แก่ปักกิ่งได้นักหนาไม่ว่าจะในลักษณะเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง หรือในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลดน้อยลงได้เยอะแยะมากมาย ในทางกลับกัน ตลาดรัสเซียไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยหรือมีมนตร์เสน่ห์ดึงดูดเพียงพอสำหรับพวกบริษัทจีน แม้กระทั่งยังไม่ทันจะพิจารณาถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่จะต้องเจอผลกระทบจากการถูกสหรัฐฯใช้มาตรการแซงก์ชั่นลงโทษทุติยภูมิ (secondary sanctions) [5]
รัสเซียยังมีความจำกัดในเรื่องความสามารถที่จะช่วยเหลือปักกิ่งข้ามลอดมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ซึ่งออกมาแบบเพื่อกีดกั้นไม่ให้จีนสามารถเข้าถึงพวกเทคโนโลยีล้ำยุคทั้งหลาย ตั้งแต่เครื่องจักรอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงฮาร์ดแวร์ด้านปัญญาประดิษฐ์
การถูกตะวันตกแซงก์ชั่น และความล้มเหลวที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในการปรับปรุงเศรษฐกิจแดนหมีขาวให้ก้าวหน้าทันสมัย ได้เป็นสาเหตุทำให้รัสเซียถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังในการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก และตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา รัสเซียถูกบังคับให้ต้องพึ่งพาอาศัยจีน [6] ในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ จำนวนหนึ่งตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงแล็บท็อป ไปจนถึงเครือข่ายการสื่อสารเคลื่อนที่ 5จี
ในส่วนของจีนนั้นอยู่ในฐานะที่ผิดแผกแตกต่างออะไร แดนมังกรมีเครื่องมือต่างๆ ในทางการเมือง, การเงิน, และเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนทำเนียบเครมลินในการเผชิญหน้ากับฝ่ายตะวันตกของพวกเขา อย่างไรก็ดี ด้วยความชำนาญคล่องตัวในการสงวนรักษาผลประโยชน์ระดับโลกต่างๆ ของตนเอง ปักกิ่งจึงใช้วิธีคัดสรรสูงมากในความสนับสนุนที่ตนเองจัดหาจัดส่งให้มอสโก
งานการโฆษณาชวนเชื่อของภาครัฐจีน กำลังถ่ายทอดสะท้อนภาพให้เห็นถึงประเด็นการเจรจาหารือของฝ่ายรัสเซีย และย้ำแล้วย้ำอีกถึงเหตุผลความชอบธรรมในคำอธิบายของฝ่ายรัสเซียสำหรับสงครามของพวกเขาในยูเครน โดยมุ่งประณามฝ่ายตะวันตก และ “การแผ่ขยาย” ของฝ่ายตะวันตกเข้าไปในดินแดนต่างๆ ของอดีตสหภาพโซเวียต จีนยังจัดหาจัดส่งพวกชิ้นส่วนที่สามารถใช้ได้สองทาง นั่นคือ ทั้งในกิจการพลเรือนและในกิจการทหาร [7] เป็นต้นว่า ชิปเซมิคอนดักเตอร์ และสายเคเบิลใยแก้วนำแสง ให้แก่รัสเซีย ซึ่งหากปราศจากความช่วยเหลือเช่นนี้แล้ว ทำเนียบเครมลินก็อาจจะไม่สามารถประคับประคองความพยายามในการทำสงครามครั้งนี้ของตนเอาไว้ได้
แต่ในเวลาเดียวกันนั้น จีนก็ละเว้นไม่จัดหาจัดส่งพวกอาวุธที่มีอันตรายถึงชีวิตไปให้แก่รัสเซีย และกองทัพจีนซึ่งดำเนินการฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำกับกองทัพรัสเซีย รวมทั้งดำเนินการตรวจการณ์ร่วมทั้งทางอากาศและทางนาวีรอบๆ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก็ไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมทำนองเดียวกันนี้ในยุโรป
จีนยังชะลอการให้พันธะผูกพันขั้นสุดท้ายแก่โครงการสายท่อส่งก๊าซ “เพาเวอร์ออฟไซบีเรีย 2” (Power of Siberia-2) [8] ตามที่มีการเสนอเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า สายท่อส่งที่วางแผนการกันเอาไว้นี้จะลำเลียงขนส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมขึ้นอีกจากไซบีเรียไปยังประเทศจีน ซึ่งจะเป็นการชดเชยได้ส่วนหนึ่งจากการที่รัสเซียสูญเสียรายรับจากตลาดยุโรป
ลักษณะอสมมาตรที่ล้ำลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปักกิ่งนั่นแหละคือฝ่ายที่บงการทั้งเรื่องความเร็วของฝีก้าวและพื้นที่ต่างๆ สำหรับความร่วมมือประสานงานกันระหว่างประเทศทั้งสอง และคณะผู้นำของรัสเซียก็ดูเหมือนพรักพร้อมที่จะยอมรับสถานะของการเป็น “หุ้นส่วนชั้นผู้น้อย” เช่นนี้
ทำเนียบเครมลินมุ่งแสวงหาทางรอมชอมผลประโยชน์ต่างๆ ที่กำลังขัดแย้งกันระหว่างรัสเซียกับจีนในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียกลาง แทนที่จะเข้าท้าทายโต้แย้งปักกิ่ง ตัวอย่างเช่น มอสโกยังคงนิ่งเงียบอยู่บนถึงเวลานี้เกี่ยวกับการปรากฏตัวของกองทหารจีนในทาจิกิสถาน [9] ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งในอดีตเขตอิทธิพลของรัสเซีย
มันมีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก สำหรับการที่จีนก้าวเดินไปอย่างระมัดระวัง และใช้ความพยายามอย่างมีสารัตถะเข้าไปในการสร้างมายาภาพของความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างตนเองกับรัสเซีย ตัวอย่างเช่น ถึงแม้นโยบายก้าวร้าวรุกรานยูเครนของรัสเซีย ได้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อแผนการของจีนในการทำงานกับยูเครนในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงการขนส่งทางรถไฟจีน-ยุโรป (China-Europe railway transport corridor) [10] แต่ปักกิ่งก็ละเว้นไม่วิพากษ์วิจารณ์ความประพฤติของมอสโก
อย่างไรก็ตาม ชาวรัสเซียบางรายบางฝ่ายยังคงมองจีนว่าเป็นภัยคุกคามประการหนึ่งอยู่นั่นเอง ช่วงระยะปีหลังๆ มานี้ พวกนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียจำนวนมากที่กำลังทำงานอยู่ในโครงการทางการทหารต่างๆ ได้ถูกจับกุมคุมขังภายหลังเจอข้อกล่าวหาว่าทำงานเป็นสายลับให้จีน [11] รัฐบาลรัสเซียเองก็มีความตระหนักเป็นอย่างมากต่อการที่ตนเองต้องพึ่งพาอาศัยปักกิ่งแบบอสมมาตรล้ำลึกยิ่งขึ้นทุกที
รัสเซียเวลานี้กำลังบ่มเพาะหล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ต่างๆ ที่มีอยู่กับพวกรัฐเอเชียอื่นๆ รวมทั้งประเทศอย่างอินเดียและเวียดนาม ซึ่งโดยความเป็นมาทางประวัตศาสตร์เคยมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่อยู่กับจีน ขณะที่จีนมีฐานะเป็นหุ้นส่วนที่ไม่อาจขาดหายได้รายหน่งสำหรับรัสเซีย แต่มอสโกก็ดูระแวดระวังปักกิ่งที่กำลังเข้าครอบงำเอเชียตะวันออกและอินโด-แปซิฟิก
มาร์ซิน คาซมาร์สกี เป็นอาจารย์ผู้สอนอาวุโสในวิชาด้านความมั่นคงศึกษา (security studies) ของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์, สหราชอาณาจักร
เดอะคอนเวอร์เซชั่น ให้ประวัติย่อของ ดร.มาร์ซิน คาซมาร์สกี เอาไว้ ดังนี้ เขาสำเร็จการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยวอร์ซอ, โปแลนด์ และเป็นอาจารย์ผู้บรรยายอยู่ที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปัจจุบัน งานวิจัยของเขาโฟกัสที่ความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน, นโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงของรัสเซีย, ลัทธิภูมิภาคนิยมเปรียบเทียบ (comparative regionalism), และ บทบาทของมหาอำนาจเกิดใหม่ในการเมืองระหว่างประเทศ ดร.คาซมาร์สกี เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Russia-China relations in the post-crisis international order (Routledge 2015) (ความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในระเบียบระหว่างประเทศภายหลังวิกฤต ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ รูตเลดจ์ ปี 2015) และได้ตีพิมพ์บทความต่างๆ ในวารสารทางวิชาการชั้นนำ เป็นต้นว่า Survival, International Affairs, International Politics, และ Europe-Asia Studies ก่อนหน้าเข้าร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เขาเคยเป็นนักวิชาการรับเชิญที่มหาวิทยาลัยเจิ้งจี้ (Chengchi University) ในไต้หวัน, ศูนย์วิจัยสลาฟ-ยูเรเชีย (Slavic-Eurasian Research Center)ในญี่ปุ่น, สถาบันอเลคซานเทรี (Aleksanteri Institute) ในฟินแลนด์, และสถาบันเคนนัน (Kennan Institute) ในวอชิงตัน ดีซี. เขายังผสมผสานงานวิจัยและงานสอนที่มหาวิทยาลัยวอร์ซอ เข้ากับบทวิเคราะห์ที่มุ่งเสนอแนะนโยบาย ให้แก่ สถาบันกิจการระหว่างประเทศของชาวฟินแลนด์ (Finnish Institute of International Affairs) ในกรุงเฮลซิงกิ และ ศูนย์เพื่อตะวันออกศึกษา (Centre for Eastern Studies) ในกรุงวอร์ซอ
ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/xi-and-putin-tout-new-type-of-world-order-in-beijing-but-is-their-alliance-really-that-strong-283333
เชิงอรรถ
[1] https://www.france24.com/en/live-news/20260520-key-takeaways-from-putin-xi-meeting
[2] http://en.kremlin.ru/supplement/5770
[3] https://digitallibrary.un.org/record/234074?ln=en&v=pdf
[4] https://english.news.cn/20260520/02750e40ac36497abef31a895bcf0798/c.html
[5] https://carnegieendowment.org/russia-eurasia/politika/2023/06/how-sanctions-have-changed-the-face-of-chinese-companies-in-russia
[6] https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-30/russia-increases-reliance-on-china-for-critical-war-technologies
[7] https://carnegieendowment.org/russia-eurasia/politika/2024/05/behind-the-scenes-chinas-increasing-role-in-russias-defense-industry
[8] https://www.reuters.com/business/energy/what-is-russias-power-siberia-pipeline-2-china-2026-05-19/
[9] https://carnegieendowment.org/posts/2021/12/why-russia-sees-little-threat-in-chinas-growing-involvement-in-tajikistan
[10] https://www.europeanguanxi.com/post/the-china-europe-railway-express-a-closer-look-into-the-world-s-longest-railway-line
[11] https://www.theguardian.com/world/article/2024/sep/03/top-russian-physicist-jailed-for-15-years-for-state-treason