xs
xsm
sm
md
lg

อุ่นเครื่องประชุมสำคัญทางทหารในเอเชีย ‘แชงกรี-ลา ไดอะล็อก’ เตือนปมร้อนร้อนไต้หวัน เสี่ยงดึงจีน-มะกันสู่ความขัดแย้งนิวเคลียร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับจีนในประเด็นไต้หวัน มีความเสี่ยงจะบานปลายขยายตัวไปสู่ระดับอาวุธนิวเคลียร์ จากการที่กองทัพของทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มปฏิบัติการขนาดใหญ่ซึ่งพุ่งเป้ากวาดล้างกองบัญชาการและศูนย์ติดต่อสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม ศูนย์วิจัยด้านกลาโหมชั้นนำระบุในวันพฤหัสบดี (28 พ.ค.)

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อยุทธศาสตร์ศึกษา (International Institute for Strategic Studies หรือ IISS) ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในลอนดอน ได้เผยแพร่รายงานการประเมินทางยุทธศาสตร์ในวันพฤหัสฯ (28) ก่อนหน้าการประชุมพบปะด้านกลาโหมประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดของเอเชีย ซึ่งใช้ชื่อว่า “แชงกรีลา ไดอะล็อก” เริ่มต้นขึ้นที่สิงคโปร์ในวันศุกร์ (29) ถึงวันอาทิตย์ (31) โดยระบุว่า โลกอยู่บนขอบเหวของการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหม่ “โดยที่มีเอเชีย-แปซิฟิกเป็นแกนกลาง”

“พวกรัฐในภูมิภาคนี้ และพวกที่มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ต่างกำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของพวกตน เวลาเดียวกันพวกรัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ก็มุ่งแสวงหาขีดความสามารถในการโจมตีแบบอาวุธตามแบบแผน (ที่ไม่ใช่นิวเคลียร์) พิสัยไกล ทั้งนี้ สองอย่างนี้ต่างกำลังท้าทายเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ทั้งนั้น” การประเมินของ IISS บอก

พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นกับการประเมินนี้ของ IISS

ขณะที่ เจียง ปิน โฆษกกระทรวงกลาโหมจีน กล่าวว่า รายงานประเมินฉบับนี้ของ IISS “ออกจะไม่สอดคล้อง” กับสถานการณ์ที่เป็นจริง พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า ประเด็นปัญหาไต้หวันนั้นคือกิจการภายในของจีน และจีนไม่อนุญาตให้มีการแทรกแซงใดๆ จากภายนอก

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เหมา หนิง กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันตามปกติเมื่อวันพฤหัสฯว่า สหรัฐฯควรดำเนินการใดๆ ในเรื่องไต้หวน “ด้วยความระแวดระวังอย่างสูงสุด”

คาดกันว่า เรื่องไต้หวัน, การสู้รบขัดแย้งอิหร่าน, และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของอเมริกาต่อเอเชีย-แปซิฟิก จะเป็นประเด็นสำคัญใน แชงกรีลา ไดอะล็อก ที่ทาง IISS เป็นผู้จัด และถือเป็นการประชุมประจำปีด้านการทหารที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย โดยที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ มีกำหนดขึ้นปราศรัยในวันเสาร์ (30 พ.ค.) ขณะที่ปีนี้เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องกันซึ่งรัฐมนตรีกลาโหม ต่ง จวิน ของจีนจะไม่เดินทางมา โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมแดนมังกรระบุว่าจะจัดส่งคณะผู้แทนที่หลักๆ แล้วประกอบด้วยพวกผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากกองทัพปลดแอกประชาชนจีนไปร่วม

รายงานการประเมินความยาว 156 หน้าของ IISS ตรวจสอบหลักนิยมทางทหารของประเทศต่างๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นถ้าความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวันปะทุขึ้น

IISS ระบุว่า ขณะที่กองทัพอเมริกาและจีนมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันในฉากทัศน์สถานการณ์ไต้หวัน โดยจีนนั้นต้องการกีดกันไม่ให้อเมริกาและพันธมิตรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ส่วนวอชิงตันเล็งเสริมความแข็งแกร่งเพื่อให้ไต้หวันสามารถรับมือได้ แต่สามารถคาดหมายว่าทั้งสองฝ่ายอาจเปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่ครอบคลุมทุกมิติทางการทหาร

“ความขัดแย้งกับจีนจะเสี่ยงบานปลาย โดยเป็นไปได้ที่จะไปถึงระดับนิวเคลียร์ เมื่อคำนึงว่าไต้หวันมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สำหรับจีน” เอกสารฉบับนี้กล่าว

รายงานประเมินฉบับนี้เตือนว่าปัจจุบันแทบไม่มีหลักฐานที่เผยต่อสาธารณชน ซึ่งบ่งบอกว่าฝ่ายทหารของทั้งสองประเทศเข้าใจความจำเป็นของการมีราวกั้นเพื่อการป้องกัน หรือการมีการตกลงเรื่องกฎการปะทะเพื่อจะจำกัดทั้งสองฝ่ายในการเล็งเป้าโจมตีศูนย์บัญชาการ, ส่วนควบคุม, ระบบสื่อสาร, จุดเชื่อมต่อด้านคอมพิวเตอร์, การข่าวกรอง, การตรวจการเฝ้าระวังและการลาดตระเวนของกันและกัน ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับความรุนแรงไปสู่การใช้นิวเคลียร์จึงยังคงเป็นข้อกังวลสำคัญที่อาจเกิดขึ้นได้ในความขัดแย้งขนาดใหญ่ระหว่างอเมริกากับจีน

แดเนียล ซัลส์เบอรี นักวิจัยอาวุโสของ IISS ตั้งข้อสังเกตระหว่างการแถลงข่าวว่า ในการประชุมสุดยอดสี-ทรัมป์ครั้งล่าสุดที่กรุงปักกิ่งไม่มีการหารือเฉพาะเจาะจงในประเด็นนิวเคลียร์ และความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจในประเด็นนี้ “ค่อนข้างต่างกัน”

ซัลส์เบอรีเสริมว่า ระหว่างสงครามเย็น อเมริกามีประวัติศาสตร์ยาวนานในเรื่องการสนทนากับสหภาพโซเวียตเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธและมาตรการลดความเสี่ยง อย่างไรก็ดี เขามองว่า การหารือกับจีนอาจจะมีความซับซ้อนยิ่งกว่าเมื่อพิจารณาจากการที่จีนปิดบังคลังแสงนิวเคลียร์จำนวนมากเอาไว้

ถึงแม้ คลังแสงนิวเคลียร์ของอเมริกาและของรัสเซียมีขนาดใหญ่กว่าของจีนมาก แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และนักวิเคราะห์ด้านการควบคุมอาวุธอ้างว่า จีนกำลังขยายและปรับปรุงแสนยานุภาพอาวุธนิวเคลียร์เร็วกว่ามหาอำนาจนิวเคลียร์ทุกประเทศ

รายงานของเพนตากอนที่ออกมาเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้วระบุว่า จีนมีแนวโน้มที่จะประจำการหัวรบนิวเคลียร์ถึง 1,000 หัวรบภายในปี 2030 ขณะที่สมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกาประเมินว่า ปัจจุบันรัสเซียและอเมริกาประจำการหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งาน 4,400 หัวรบ และ 3,700 หัวรบตามลำดับ ส่วนจีนมี 620 หัวรบ

(ที่มา: รอยเตอร์)