ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - พรรคประชาชนเปิดปฏิบัติการโจมตี “พรรคภูมิใจไทย” อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องอีกครั้ง ด้วยการออกมาแฉสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หลังก่อนหน้านี้เพิ่งเปิดแผลใหญ่กรณี “องคมนตรี” ประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ว่า เป็นการ “ดึงฟ้าต่ำ”
“แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60...”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน
จากนั้น บรรดาพลพรรคส้มก็ดาหน้ากันออกมาขยายความกันโดยพร้อมเพรียงกัน
ไม่เพียงแต่ “พรรคประชาชน” เท่านั้น แต่ “พรรคประชาธิปัตย์” โดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ผสมโรงขยายแผลด้วย โดยระบุชัดว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ไม่ต่างจาก “ระบอบทักษิณ”
ถามว่า ระบอบสีน้ำเงินมีจริงไหม
ก็ต้องตอบว่า มีจริง ด้วยสถานการณ์ดำเนินไปในท่วงทำนองนั้น อย่างไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ เพราะวันนี้ “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลัง “ใหญ่คับประเทศ” เพราะสามารถสร้าง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ได้ทั้งใน “ฝ่ายบริหาร” ทั้งใน “ฝ่ายนิติบัญญัติ” และองค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ
มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้มีชื่อในทะเบียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นนายกรัฐมนตรี
มี “นายโสภณ ซารัมย์” ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา
มี “นายมงคล สุระสัจจะ” เป็นประธานวุฒิสภา
แม้นายโสภณจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่อาจสลัดภาพความเป็น สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย สายตรงของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ได้
แม้นายมงคลจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่อาจสลัดภาพความเป็น อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และอดีตอธิบดีกรมการปกครองได้
นอกจากนี้ ยังต้องขีดเส้นใต้สองเส้นกับ “สว.สายสีน้ำเงิน” ที่มีอำนาจต้องให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรสำคัญๆ ของประเทศ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.)
แม้จะไม่ได้ยึดกุมบรรดาองค์กรอิสระเหล่านี้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ก็ต้องถือว่า มีนัยสำคัญในทางการเมือง
ทั้งนี้ ถ้าหากติดตามความเคลื่อนไหวของ “พรรคภูมิใจไทย” อย่างต่อเนื่อง ก็จะพบว่า พวกเขามีเจตจำนงที่จะสถาปนา “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างเป็นระบบ ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ภายนอกและแนวโยบายของพรรค โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็น “พรรคแกนนำของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ซึ่งประสบกับปัญหาในทางการเมืองขั้นวิกฤติ หลังหมดยุค “ลุงตู่-พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จนจำต้อง “สมานฉันท์” กับ “ระบอบทักษิณ” ที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็น “เอเย่นต์” ในการต่อสู้กับ “พรรคประชาชน”
ในที่สุดประเทศไทยก็มี “นายเศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี และ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็สามารถเดินทางกลับประเทศไทยภายใต้ “ดีลพิเศษ” อย่างที่รับรู้กัน ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกรณีการตั้ง “ทนายถุงขนม” เป็นรัฐมนตรี ซึ่งทำให้นายเศรษฐาพ้นจากตำแหน่งและ “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรีแทน
กระทั่งสุดท้าย นายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ก็คว่ำข้าวเม่าอย่างไม่เป็นท่าจากกรณีคลิปสนทนากับสมเด็จฯ ฮุนเซน ฉุดกระชากเรตติ้งของพรรคเพื่อไทยให้ตกต่ำจนกู่ไม่กลับ
ขณะที่ในระหว่างที่ดำรงตนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล “พรรคภูมิใจไทย” ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” ให้แข็งแกร่งด้วยการวางขุมกำลังทางการเมืองในจุดที่สำคัญๆ เช่น การยึดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งถือแขนขาสำคัญในการเลือกตั้ง การวางหมากสร้าง “สว.สายสีน้ำเงิน” ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามบนความประมาทของคู่แข่งทางการเมือง
แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเปลี่ยนโลโก้ของพรรคให้เหลือแต่ “สีน้ำเงิน” เพียงสีเดียว จากเดิมที่มี “สีแดง” รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นที่รับรู้ว่า จิตเจตนาของพรรคภูมิใจไทยคืออะไร
อย่างไรก็ดี จุดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเติบใหญ่แบบ “ส้มหล่น” ก็คือ การที่ “พรรคประชาชน” ยกมือโหวตให้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี และสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม MOA ที่ตกลงกัน
“ระบอบสีน้ำเงิน” สร้างภาพด้วยการตั้ง “คนนอก” มาเป็น “รัฐมนตรี” ไม่ว่าจะเป็นเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” พร้อมทั้งสานต่อนโยบายจาก “รัฐบาลลุงตู่” ผู้เป็นไอดอลของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เช่น คนละครึ่งพลัส รวมถึงเปิดศึกตอบโต้กับกัมพูชาตามแนวชายแดน ซึ่งสร้างคะแนนนิยมให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างเป็นกอบเป็นกำ
และประสบความสำเร็จขั้นสุดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาโดยมีจำนวน สส.มากที่สุด สามารถต่อ “จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย” ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ด้วยจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้เป็นผลสำเร็จ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เป็นเพียง “ไม้ประดับ” ที่จำใจต้องยอมรับชะตากรรมอย่างไม่มีทางเลือก
ความยิ่งใหญ่ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” สำแดงออกอย่างชัดแจ้ง เมื่อคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย “หยุดชะงัก” ลง ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว.หรือคดีที่ดินเขากระโดง เป็นต้น แถมบรรดา “มวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม” เลือกที่จะสนับสนุน “พรรคภูมิใจไทย” และ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยมองข้ามความไม่ชอบมาพากลเหล่านั้นอีกต่างหาก
แม้กระทั่ง “โครงการแลนด์บริดจ์” ที่มีผู้คัดค้านกันทั้งบ้านทั้งเมือง “มวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม(จำนวนหนึ่ง)” ก็เห็นดีเห็นงามไปหน้าตาเฉย
อย่างไรก็ดี คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ “พรรคประชาชน” หมายถึงนั้น มีเจตนาชัดเจนว่า ต้องการโยงไปที่สถาบันเบื้องสูง
ดังที่นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช.อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน”พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
แน่นอน ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะ “ธงนำ” ของ “พรรคส้ม” นับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลมาจนถึงพรรคประชาชนนั้น ล้วนเป็น “เครื่องหมายทางการค้า” ของพวกเขา
ดังนั้น ความพยายามโยง “พรรคภูมิใจไทย” ว่าเป็น “เอเย่นต์” หนึ่งของระบอบนี้ ก็คือ “จุดขาย” ของพรรคในห้วงยามที่กำลังเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยพวกเขามองว่า “สว.สายสีน้ำเงิน” คือ “อุปสรรค” สำคัญ และพยายามโยงคำว่า สว.สายสีน้ำเงินว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบอบสีน้ำเงิน”
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง “ระบอบสีน้ำเงิน” ก็คือ “ระบอบครูใหญ่” ที่มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ “บุรีรัมย์” โดยมี “นายเนวิน ชิดชอบ” เป็นหัวหอกสำคัญ มิได้ไปไกลเหมือนอย่างที่พรรคประชาชนพยายามจินตนาการ
แต่จะว่าไปก็สอดรับกับเป้าประสงค์ของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่พยายามสร้างภาพให้มวลชนคิดไปในทิศทางนั้น เหมือนดังที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเอเย่นต์ระบอบสีน้ำเงิน แต่เป็น Manufacturer และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน”
กระนั้นก็ดี สิ่งที่ “พรรคประชาชน” ต้องท่องจำให้ขึ้นใจก็คือ ผู้ที่ให้กำเนิด “ระบอบครูใหญ่” ก็คือ “พรรคประชาชน” เพราะถ้าพวกเขาไม่ยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีทางมีวันนี้เลย เพราะเดิมทีวางคอนเซ็ปต์ตัวเองไว้เป็นพรรคขนาดกลางเพื่อรอร่วมรัฐบาลเท่านั้น
คำถามมีอยู่ว่า ทำไม “พรรคประชาชน” ถึงเพิ่งจะเปิดฉากโจมตี “ระบอบครูใหญ่” ด้วยการขนานนามว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ในห้วงเวลานี้
เพิ่งรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของ “ระบอบครูใหญ่” กระนั้นหรือ
เพิ่งรู้ซึ้งหลังมีความชัดเจนว่า ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคขั้วรัฐบาล โดยเฉพาะร่างที่ถูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย กำหนดให้การเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนนำไปทำประชามติ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ 50 คน กระนั้นหรือ
เพิ่งรู้ซึ้งหลังพรรคภูมิใจไทยขยับหมากการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา ปลดล็อกกติกาด้วยการเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน ซึ่งภายใต้ข้อเสนอนี้ รัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สส. 500 คน และ สว. 200 คน รวมเป็น 700 คน จะทำหน้าที่เลือก สสร. จังหวัดตามสัดส่วน 7:1
หรือแปลไทยเป็นไทยคือ หากพรรคภูมิใจไทยที่มี สส. อยู่ในมือ ผนึกกำลังกับ สว.สายสีน้ำเงิน อีกราว 140 คน จะทำให้มีสิทธิ์เลือก สสร. ได้สูงถึงประมาณ 47 คน
ถ้าเพิ่งรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของ “ระบอบสีน้ำเงิน” เช่นนั้นก็ต้องบอกว่า ระดับบริหารของพรรคประชาชนมีความอ่อนด้อยทางการเมืองถึงขั้น “สอบตก” เพราะถ้ามองขาดจะไม่มีวันที่จะยกมือสนับสนุนให้ “เสี่ยหนู” เป็นนายกรัฐมนตรี อันเป็นการส่งเสริมระบอบครูใหญ่เติบใหญ่แบบก้าวกระโดดอย่างที่เห็น
ที่สำคัญคือ พรรคประชาชนย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจในการมีอยู่ของ “สว.สายสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่
ดังนั้น ถ้าการแก้รัฐธรรมนูญอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพรรคประชาชนไม่เป็นไปตามแนวทางของตนเอง ก็คงโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง เพราะคงไม่เกินเลยไปนักที่จะกล่าวว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ถือกำเนิดขึ้นภายใต้การอุปถัมภ์ของ “ระบอบสีส้ม” ที่ตัดสินใจทางการเมืองผิดพลาด
และพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะก่อนหน้านี้ก็พลาดแบบอับอายขายขี้หน้ากับพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า “ระบอบครูใหญ่” หรือ “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น เป็นระบอบที่มิได้มีรากฐานทางการเมืองอันแข็งแกร่งด้วยตัวเอง หากแต่เติบโตจากสถานการณ์ การเข้ามาซูฮกของ “บ้านใหญ่” ผสมผสานกับ “กระสุนดินดำ” ที่พร้อมจ่ายอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฉะนั้น แม้ ณ เวลานี้ พวกเขาจะ “ใหญ่จริงและน่ากลัวจริง” แต่ก็พร้อมที่จะ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป” ได้ตลอดเวลา
ด้วยต้องไม่ลืมว่า “ระบอบทักษิณ” ที่เคยยิ่งใหญ่ก็แทบจะ “หมดสภาพ” ให้เห็นเป็นแบบอย่างมาแล้ว เช่นเดียวกับ “ระบอบ 3 ลุง” ที่อยู่ในเกมอำนาจมานานนับทศวรรษ