xs
xsm
sm
md
lg

"อนุสรณ์" ชู 10 แนวทางปฏิรูประบบภาษี เสนอ Negative Income Tax ต่อยอดเป็นระบบประกันรายได้ขั้นต่ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีการพิจารณาญัตติ การปฏิรูปภาษี ในสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา และ สภาผู้แทนมีมติให้นำเรื่องการปฏิรูปภาษีเข้าพิจารณาศึกษา ใน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน และ พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน การทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการศึกษาเรื่องการปฏิรูปภาษีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ โดยเฉพาะจะช่วยให้ประเทศของเรามีนโยบาย มีแนวทางในการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากการทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปีแล้ว หนี้สาธารณะคงค้างของไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.39 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2548 และขณะนี้หนี้สาธารณะพุ่งแตะระดับ 12.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า เมื่อบวก พรก เงินกู้ล่าสุด 4 แสนล้านบาทจะทำให้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกือบแตะเพดาน 70%

การผ่านกฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษีจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ฉะนั้นการศึกษาควรขยายมากกว่า การปฏิรูปภาษี แต่ควรทำการศึกษา การปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ไปด้วยเลยเพื่อทำให้ฐานะการคลังมีความมั่นคง สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ยกระดับประสิทธิภาพของการจัดหารายได้ภาครัฐซึ่งใหญ่กว่า การเพิ่มประสิทธิภาพระบบภาษี และ เกี่ยวพันกับการปฏิรูปกิจการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ความจริงแล้ว การปฏิรูปภาษีไม่อาจเกิดขึ้นได้หากเราไม่มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และ ปฏิรูปเศรษฐกิจโดยองค์รวมด้วย หากระบบการเมืองยังคงมีอำนาจผูกขาดสูง ไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ มีปัญหาคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลในภาคราชการและการเมืองมาก การปฏิรูปเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินจะทำได้เพียงบางระดับเท่านั้น หากไม่ปรับโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจให้ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจนอกระบบที่มีสัดส่วน 48% ของจีดีพีย่อมไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ฐานภาษีไทยยังแคบเพราะมีปัญหาการกระจายรายได้ กระจายความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำสูงติดอันดับโลก

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การเก็บภาษีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลและการผ่านกฎหมายโดยสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการขยายฐานภาษีหรือขึ้นภาษี เพราะไม่อยากเสียคะแนนนิยม แต่หากประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปภาษีและปล่อยให้ประเทศมีปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายงบประมาณประจำปี เราก็ต้องไปกู้เงินไปเรื่อยๆ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวิกฤติหนี้สินได้ในอนาคต เราอาจต้องลดการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ลดค่าใช้จ่ายประจำ ลดสวัสดิการ

ในที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็คือ ประชาชนนั่นเอง ประเทศไทยสูญเสียโอกาสจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ต่ำกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจ เก็บได้ 14.7% ของจีดีพี ค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง อยู่ที่ 18% หากขึ้นไปถึงระดับค่าเฉลี่ย เราจะมีเงินรายได้ภาษีเพิ่ม 500,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ดูแลสวัสดิการของประชาชน ลงทุนให้เศรษฐกิจเติบโตเต็มศักยภาพ รายได้ของประชาชนสูงขึ้น

*เสนอ Negative Income Tax พัฒนาต่อยอดเป็นระบบประกันรายได้ขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีต้องดำเนินการควบคู่กับการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ลดการทุจริตรั่วไหล การจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีให้อยู่ในระดับ 18% นั้นต้องสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีโดยพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ Negative Income Tax การใช้ระบบภาษีเชิงลบ Negative Income จะทำให้เราสามารถจัดสวัสดิการได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้ทั้งระบบ ฐานผู้เสียภาษีเงินได้ของไทยนั้นค่อนข้างแคบ มีผู้เสียภาษีประมาณ 4 แสนคนที่แบกรับภาระประมาณ 72-73% ของรายได้ภาษีเงินได้ มีผู้เสียภาษีเงินได้ประมาณ 4.7 ล้านคนจากผู้ยื่นเสียภาษี 11.87 ล้านคน ด้านหนึ่งสะท้อนปัญหาการกระจายรายได้ การพึ่งพากลุ่มผู้เสียภาษีกลุ่มเล็กๆย่อมส่งกระทบต่อเสถียรภาพรายได้ภาษีของประเทศ

ปัญหาระบบข้อมูลและฐานะการคลังอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการภาษีเชิงลบ หากจำนวนคนจนหรือผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ลดลงจากระดับปัจจุบันหรือเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลอาจต้องใช้เงินงบประมาณระดับหมื่นล้านบาทเพื่อใช้เป็นเงินโอนช่วยเหลือให้กับประชากรยากจน ซึ่งอาจทำให้มีงบประมาณน้อยลงในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ

ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีให้มีแหล่งรายได้ภาษีจากฐานทรัพย์สินเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ต้องทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตเต็มศักยภาพและต้องเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้นผ่านการลงทุน ข้อจำกัดด้านฐานข้อมูลและระบบข้อมูล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า ผู้ใดที่เป็นคนจนบ้าง แม้จะมีความพยายามในพัฒนาฐานข้อมูลด้วยการจดทะเบียนคนจนก็ตาม การให้แบบถ้วนหน้าสามารถทำได้เมื่อประเทศมีฐานะทางการคลังที่พร้อมหรือค่าใช้จ่ายในการบริหารมาตรการแบบเฉพาะเจาะจงสูงเกินไป

ขณะเดียวกัน การให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าโดยขาดการตรวจสอบรายได้ของผู้รับประโยชน์ ทำให้รัฐบาลมีภาระทางงบประมาณสูงมากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากโครงสร้างสังคมสูงวัย แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่า คือ การโอนเงินแบบมุ่งเป้าไปที่คนจน (Targeting for the Poor) ผ่านระบบภาษีเชิงลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) จะมีการโอนเงินไปยังผู้ยื่นแบบภาษีที่มีเงินได้ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำที่กำหนดเอาไว้ การโอนเงินโดยตรงเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยดีกว่ามาตรการอุดหนุนราคาเพื่อให้ราคาต่ำลงกว่าราคาตลาด เช่น อุดหนุนราคาพลังงาน อุดหนุนราคาบ้าน หรือ แทรกแซงราคาให้ราคาสูง เช่น รับจำนำราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น การดำเนินการพวกนี้จะไปบิดเบือนราคาและกลไกตลาด ทำให้ประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจลดลงในระยะยาว

มาตรการเหล่านี้สามารถใช้ได้ในช่วงสั้นเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น เมื่อเรามีระบบฐานข้อมูลจากการพัฒนาระบบฐานภาษีเชิงลบ ต่อไป หากต้องการช่วยเหลือคนจน มาตรการอุดหนุนราคาก็มีความจำเป็นน้อยลง สามารถใช้ฐานข้อมูลกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์แล้วโอนเงินช่วยเหลือโดยตรงได้เลย เช่น โอนเงินช่วยค่าพลังงาน โอนเงินช่วยค่าที่อยู่อาศัย โอนเงินช่วยค่าเดินทาง เป็นต้น Negative Income Tax จึงเป็นการประสานระบบภาษีเข้ากับระบบสวัสดิการ โดยไม่ไปบิดเบือนกลไกราคา ทำให้ระบบตลาดทำงานได้มีประสิทธิภาพดีกว่า

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและบางครั้งการจัดสวัสดิการก็ไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ สัดส่วนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนเพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโควิด และมีการฟื้นตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ขณะนี้ มีผู้ลงทะเบียนคนจนและถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการที่ได้รับสิทธิทั้งหมด 14.55 ล้านคน หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 สัดส่วนประชากรที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนอยู่ที่ 8.4 ล้านคนเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ในปี 2545 อยู่ที่ 19.9 ล้านคน โครงการและมาตรการทางด้านสวัสดิการ เบี้ยยังชีพ มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพบางครั้งเกิดปัญหาทั้ง Inclusion Error คือผู้ไม่สมควรได้รับสวัสดิการกลับได้รับประโยชน์ และ Exclusion Error คือ ผู้ที่ควรได้รับสวัสดิการกลับไม่ได้รับ เช่น กลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและมีรายได้ไม่แน่นอน

ความยากจนนั้นมีหลายมิติ ไม่สามารถใช้มาตรวัดเป็นตัวเงิน (Monetary Approach) เพียงอย่างเดียว ต้องวัดเป็นแบบดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimentional Proverty Index) ซึ่งมีเรื่อง สุขภาพอนามัย การศึกษา ที่อยู่อาศัย ด้วย การลดความยากจนหลายมิตินั้นไม่สามารถอาศัยเพียงเงินโอนช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสวัสดิการ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายทางด้านสาธารณสุข การศึกษาและการพัฒนาที่อยู่อาศัย การจะแก้ปัญหาได้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และแผนระยะยาว ในหลายประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยที่สุดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และ มีสัดส่วนเกือบเป็น 1 ต่อ 1 แต่ไม่ใช่กรณีของประเทศไทยที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างสูง

ระบบ Negative Income Tax นี้สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ระบบการประกันรายได้ขั้นต่ำ (Guarantee Minimum Income System) ซึ่งจะรองรับความท้าทายของเศรษฐกิจและการจ้างงานยุคดิจิทัลและเอไอได้ แรงงานมนุษย์จำนวนไม่น้อยถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติและเอไอ คนจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้ในยุคเอไอก็อาจว่างงานได้ แต่แรงงานเหล่านี้ต้องมีรายได้ขั้นต่ำในการดำรงชีพ และ สามารถนำเงินช่วยเหลือส่วนนี้ไปพัฒนาทักษะใหม่ๆจำเป็นในยุคเอไอ แม้นว่า NIT จะช่วยทำให้การใช้งบประมาณเพื่อสวัสดิการสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังเป็นกลไกในการนำเอากิจกรรมและรายได้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบภาษีอีกด้วย ในระยะยาวแล้ว มาตรการ NIT สามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบประกันสังคมได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานอิสระ แรงงานนอกระบบ มาตรา 40 โดยรัฐบาลจะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าสมทบในกองทุนประกันสังคม

นอกจากนี้ รัฐบาลมักมุ่งเน้นการเสนองบประมาณรายจ่ายแต่ขาดความโปร่งใสในการแสดงประมาณการรายได้ต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นควรมีกำกับให้รัฐบาลต้องแถลงแผนรายได้ควบคู่กับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ ควรศึกษาเพื่อปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราภาษีสูงสุดลงมาให้ใกล้เคียงกับอัตราภาษีนิติบุคคลโดยไปจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน (ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก) ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีลาภลอย มาชดเชยแทน พัฒนาหน่วยงานจัดเก็บภาษีของกระทรวงการคลังให้เป็นหน่วยงานกึ่งอิสระ แยกหน้าที่ด้านนโยบายและการบริหารจัดเก็บออกจากกัน สามารถบริหารงานด้วยมืออาชีพและยืดหยุ่นกว่าเดิม เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพและลดการแทรกแซงทางการเมือง

นายอนุสรณ์ เสนอหลักการ 10 ประการในการปฏิรูประบบภาษี ได้แก่ หลักประสิทธิภาพ หลักความสะดวก หลักความโปร่งใส หลักอำนวยรายได้และประหยัด หลักปฏิบัติได้จริง หลักการมีส่วนร่วมและการยอมรับ (ต้องผ่านสภาผู้แทนฯ) หลักความชอบด้วยกฎหมาย หลักควบคุมพฤติกรรมและสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสังคม หลักประโยชน์จากสวัสดิการ หลักการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ การปฏิรูปภาษีต้องนำมาสู่ การเพิ่มความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางเศรษฐกิจ เกิดความสมดุลระหว่าง "แหล่งรายได้ของรัฐ" เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ กับ "การไม่สร้างภาระ" ต่อประชาชน นักธุรกิจและนักลงทุนมากเกินไป การมีระบบภาษีที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นธรรม มีประสิทธิภาพจะเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป