หากรบอีกครั้ง โลกสะเทือน รัฐบาลไทยเตรียมรับมือ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกจับตา หลังมีความพยายามเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลว่าหากการพูดคุยล้มเหลว ความขัดแย้งอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง
อาจารย์ทนง ขันทอง นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ มองว่า สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกหวั่นวิตกมากที่สุดในเวลานี้ คือความเป็นไปได้ที่สงครามในตะวันออกกลางจะกลับมาอีกระลอก เพราะหากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้ง แต่จะลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
อ.ทนง ระบุว่า อิหร่านเคยส่งสัญญาณว่า หากถูกโจมตีอีกครั้ง อาจตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค รวมถึงประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณการค้าพลังงานโลกต้องผ่านพื้นที่ดังกล่าว หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลให้การเดินเรือหยุดชะงักหรือถูกปิดกั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะเคยยืนยันว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอรองรับการใช้งานได้ในระดับหนึ่ง แต่คำถามสำคัญที่สังคมควรติดตามคือ รัฐบาลมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด หากวิกฤตยืดเยื้อหรือรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
มีการตรวจสอบปริมาณน้ำมันสำรองในโรงกลั่นและคลังน้ำมันทั่วประเทศล่าสุดแล้วหรือไม่ แผนรองรับการจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่นมีความชัดเจนเพียงใด และมาตรการดูแลราคาพลังงานจะสามารถรองรับแรงกระแทกจากตลาดโลกได้มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้ ยังมีคำถามจากหลายภาคส่วนเกี่ยวกับการจัดการปัญหาการลักลอบค้าน้ำมันและเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่เคยถูกกล่าวถึงในอดีต ว่ามีความคืบหน้าในการตรวจสอบและดำเนินคดีไปถึงไหนแล้ว เพราะหากเกิดวิกฤตพลังงานรอบใหม่ขึ้นจริง ปัญหาที่เคยถูกมองข้ามอาจกลับมาซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
อ.ทนง มองว่า หากสงครามกลับมาปะทุอีกครั้ง โลกอาจไม่ได้เผชิญเพียงวิกฤตด้านความมั่นคง แต่ยังอาจเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นจริง
News1 รายงาน