ภรรยาเผยคืบหน้าหนุ่มไรเดอร์ถูกฟ้าผ่า อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังรักษาตัวในห้อง ICU และต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด สภาพจิตใจดี ไร้ความเครียด
จากกรณี นายปิยะ อาชีพไรเดอร์ส่งอาหาร ถูกฟ้าฝ่า ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณบนสะพานยกระดับรัชวิภา ถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกรัชโยธิน เขตจตุจักร กทม. โดยขณะเกิดเหตุนั้น ฟ้าผ่าลงมาโดนตรงกลางหมวกกันน็อก ส่งผลให้เกิดรอยไหม้บนหมวก ส่วนสร้อยคอที่ใส่อยู่ขาดออกจากกัน ลำคอเกิดเป็นรอยไหม้เช่นกัน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (3 มิ.ย.) นางสาวน้ำตาล (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ภรรยาของไรเดอร์ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ จนถึงวันนี้ อาการของนายปิยะดีขึ้นตามลำดับ แต่ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องของประจุไฟฟ้าในร่างกาย เนื่องจากฟ้าผ่ามีแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่าไฟบ้านทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นายปิยะจะถูกนำส่งโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่า นายปิยะ มีภาวะอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบนรถกู้ภัย เต้นช้ามากถึงระดับ 20/40 ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยและพยาบาลจะเร่งกู้ชีพจร จนกลับมาเป็นปกติได้
ทั้งนี้ นายปิยะ ได้รู้สึกตัวช่วงประมาณ 2 ทุ่มของเมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว ในช่วงที่ทำหัตถการ MRI โดยตอนนี้นายปิยะสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ตามปกติแล้ว สามารถตอบสนองได้ดี หูได้ยินชัดตามปกติ ไม่ได้มีผลกระทบอะไร แต่ยังคงมีอาการตึงๆ ใบหน้าซีคขวาที่ถูกฟ้าผ่าและเจ็บที่บริเวณหน้าอก เนื่องจากแผลไหม้ เพราะความร้อนของสร้อยอะลูมิเนียม
โดยการรักษาหลังจากนี้ทางแพทย์จะต้องสแกนสมองอีกรอบ รวมทั้งต้องทำ MRI และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างละเอียดอีกครั้ง ตอนนี้แพทย์ยังไม่สามารถระบุได้ว่า อาการของนายปิยะจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตในอนาคตอย่างไรหรือไม่ ต้องประเมินรายวันต่อไป ซึ่งขณะนี้นายปิยะยังพักรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU และติดตามเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
ส่วนสภาพจิตใจของนายปิยะนั้น ถือว่ายังดีปกติ ไม่ได้มีอาการเครียดแต่อย่างใด จากการพูดคุย นายปิยะ ยังคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองอาจจะไม่รอด แต่ก็รู้สึกดีที่ตัวเองรอดกลับมาได้
อย่างไรก็ตาม นายปิยะ ยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ เขาบอกเพียงแค่ว่าพอเห็นฟ้าแลบภาพก็ตัดเลย ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกฟ้าผ่า แต่ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากการสาบานหรือเป็นเรื่องโชคร้ายตามที่หลายคนตั้งข้อสังเกต
โดย นางสาวน้ำตาล ยืนยันว่า สร้อยคอที่ถึงแม้จะเป็นโลหะ ไปจนถึงคลื่นโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดฟ้าผ่าแต่อย่างใด โลหะเป็นเพียงแค่สื่อนำกระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นเพราะนายปิยะอยู่ในที่โล่งแจ้ง ยิ่งอยู่บนสะพานด้วยนั้น ถือเป็นที่สูงและโดดเด่น จึงมีโอกาสที่ประจุทำปฏิกิริยาระหว่างชั้นอากาศและเกิดฟ้าผ่าได้ แล้วนายปิยะอาจจะขับผ่านมาตรงนั้นพอดี เลยเป็นจังหวะที่ถูกฟ้าผ่าได้
เช่นเดียวกันอาจเป็นไปได้ว่า ตัวนายปิยะตั้งตรงสูงและขี่แฮนด์สูงตลอดเวลา ต่างจากรถจักรยานยนต์คันหน้าและคันหลังที่ก้มต่ำลง เลยอาจทำให้นายปิยะสูงโดดเด่นกว่าเพื่อน จึงมีโอกาสถูกฟ้าผ่าได้
ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นอุบัติเหตุจากภัยธรรมชาติมากกว่า ขอให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายตามหลักฟิสิกส์ได้ ทุกคนสามารถศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจารย์ทางวิทยาศาสตร์หลายท่านก็อธิบายแล้วและตนเองก็เคยเรียนมา
นางสาวน้ำตาล ยังบอกอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้โทรศัพท์ของนายปิยะพังได้รับความเสียหาย ส่วนรถจักรยานยนต์ต้องไปตรวจสอบรายละเอียดอีกทีว่าได้รับความเสียหายตรงไหน
ส่วนงานส่งของของนายปิยะนั้น เบื้องต้นตนได้ติดต่อไปยังผู้ว่าจ้างของนายปิยะแล้วว่า ตอนนี้นายปิยะต้องพักรักษาตัว ไม่สามารถที่จะส่งของได้สักระยะหนึ่ง ขณะเดียวกัน นายปิยะ ยังคงเป็นห่วงอาหารที่จะไปส่งลูกค้าเมื่อวานนี้ เขาก็อยากให้ของเหล่านี้ไปถึงมือลูกค้า
ทั้งนี้ ตนก็ได้เตือนนายปิยะ ไปว่า หากหลังจากนี้ ยังทำงานไรเดอร์ต่อว่าให้ระมัดระวัง อย่าขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าฝนแบบนี้อีก ส่วนตัวก็ยังยอมรับว่ากังวลเรื่องประกันว่าจะได้รับการชดเชยหรือไม่ แต่ให้เป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องว่ากันต่อไป เท่าที่ทราบรถน่าจะมีประกันของ พ.ร.บ. น้อย ตอนนี้มีประกันสังคมที่ใช้รักษาพยาบาลไปก่อน
กรณีของนายปิยะถือเป็นกรณีศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนต้องศึกษาไว้ รวมทั้งเป็นอุทาหรณ์เตือนระมัดระวังสำหรับผู้ขี่รถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์หรือประชาชนทั่วไป ขอให้ระมัดระวังและอย่าขี่ฝ่าฝนฟ้าคะนอง ถ้าได้ยินเสียงฟ้าร้อง ให้รีบหลบทันที เช่นกัน ลูกค้าไรเดอร์ทั้งหลาย หากอยู่ในช่วงที่ฝนตก ก็ขอให้เข้าใจพี่ๆ ไรเดอร์เขาด้วย ช่วงภัยธรรมชาติแบบนี้ขอให้รอนิดนึง ไรเดอร์ทุกคนก็อยากไปส่งของถึงมือลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็จะเสี่ยงอย่างมาก
สำหรับประเด็นที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า นายปิยะ ห้อยพระอะไรนั้น นางสาวน้ำตาล กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะตนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ตนเป็นคริสตศาสนิกชน ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องของโชคร้าย มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีเหตุและผลของมัน เป็นเพียงอุบัติเหตุ ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของลางร้าย
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามทิ้งท้ายว่า เป็นปาฏิหาริย์หรือวิทยาศาสตร์ นางสาวน้ำตาล กล่าวว่า “เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์” และเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน เพียงแต่เราต้องระมัดระวังตัวเอง มีสติอยู่เสมอ
สำหรับพระที่ นายปิยะ ห้อยติดตัวในวันเกิดเหตุโดยปกติแล้วจะมีทั้งหมด 4 องค์ แต่หลังเกิดเหตุเหลือเพียง 3 องค์ คือ หลวงพ่อพูลทรัพย์ วัดอ่างศิลา หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา และ หลวงพ่อโสธร รุ่นหยดน้ำ โดยสภาพทั้งสามองค์ มีสภาพที่สมบูรณ์ และสังเกตว่าบนห่วงของหลวงพ่อเหลือ สร้อยถูกฟ้าผ่าจนไหม้เกรียม
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน “รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ก็ได้ออกมาอธิบายถึงเรื่องดังกล่าว ว่า “สร้อยคอ, หมวกกันน็อก ฯลฯ ไม่ได้ล่อฟ้าผ่ารถจักรยานยนต์ และเป็นเพียงแค่ความโชคร้ายที่รถอยู่ในจุดสูงเด่น (สะพานยกระดับ) และวิ่งมาตรงจุดที่ฟ้าบังเอิญผ่าลงมาพอดี ไม่โดนคันนี้ ก็โดนรถคันอื่นที่วิ่งผ่านตรงนั้น และส่วนที่เห็นว่าเกิดรอยไหม้บนตัวผู้เคราะห์ร้าย เป็นรอยตามแนวเส้นสร้อยคอ แล้วทำให้คิดว่าสร้อยคอล่อฟ้าผ่านั้น จริงๆ แล้ว เกิดจากการที่โลหะของสร้อยคอได้รับกระแสไฟฟ้า มีการเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น จนทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงให้เห็น ไม่ต่างกับกรณีของโทรศัพท์มือถือไหม้เกรียมหรือระเบิดเมื่อถูกฟ้าผ่า ซึ่งก็เป็นผลจากกระแสไฟฟ้าของฟ้าผ่า ไม่ใช่ว่าโทรศัพท์จะล่อให้ฟ้าผ่าลงมา”