xs
xsm
sm
md
lg

สภาผู้บริโภคแตกหัก 'เมตา' จ่อฟ้องศาลแพ่งชำแหละ 8 ขบวนการสูบเงินคนไทย-เลี่ยงภาษี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลกที่คนไทยกว่า 51 ล้านคนไว้วางใจ กลับกลายเป็นพื้นที่เปิดทางให้มิจฉาชีพเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงประกาศจุดยืนขั้นเด็ดขาด เตรียมยื่นฟ้องบริษัท เมตา เจ้าของแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊ก ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นี้ หลังความพยายามเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาตลอดหนึ่งปีเต็มคว้าน้ำเหลว การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้เหยื่อ แต่ยังเป็นการตีแผ่ 8 ปมปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การปล่อยปละละเลยโฆษณาลวง การฟันกำไรบนความสูญเสีย พฤติกรรมสองมาตรฐาน ไปจนถึงการอาศัยช่องโหว่กฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งล้วนสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมหาศาล

สภาองค์กรของผู้บริโภคได้เปิดเวทีแถลงข่าวเจตนารมณ์ ทำไมต้องฟ้องเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เพื่อเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายกับบริษัท เมตา ทั้งในส่วนของสำนักงานประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายรุนแรงที่กัดกินสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลุกลามไปถึงขั้นที่เยาวชนและประชาชนหลายรายต้องจบชีวิตตนเองจากภาวะหนี้สินและการสูบเงินของมิจฉาชีพผ่านการซื้อสินค้าและลงทุนบนแพลตฟอร์ม

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติที่น่าตกใจว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 สภาฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ถึง 6,164 เรื่อง โดยกว่าครึ่ง หรือ 3,793 เรื่อง เป็นความเสียหายที่ก่อตัวขึ้นบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก รูปแบบการหลอกลวงมีตั้งแต่การสั่งสินค้าแล้วไม่ได้รับของ การหลอกระดมทุนแล้วเชิดเงินหนี ไปจนถึงการสวมรอยเปิดเพจปลอมเพื่อฉ้อโกงโดยเฉพาะ ซึ่งแทบทั้งหมดไม่สามารถเอาผิดผู้ก่อเหตุหรือหาผู้รับผิดชอบได้

ประธานสภาผู้บริโภคเน้นย้ำว่า ผู้เสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนที่ขาดความระมัดระวัง แต่ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพและระดับการศึกษา ตั้งแต่แพทย์ อาจารย์ ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อคือ ความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของแพลตฟอร์มระดับโลกที่ทุกคนคาดหวังว่าจะมีระบบคัดกรองความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ทว่าความเป็นจริงกลับสวนทาง แพลตฟอร์มยังคงเดินหน้าเก็บเกี่ยวรายได้จากค่าโฆษณาทุกวินาที ขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยถูกลดทอนคุณค่าเป็นเพียงตัวเลขในรายงานความสูญเสีย

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้ขยายภาพให้เห็นถึงรากฐานของปัญหา โดยระบุว่าเป้าหมายสำคัญของการลุกขึ้นฟ้องร้องครั้งนี้ คือการบีบให้แพลตฟอร์มยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในไทยให้เทียบเท่าระดับสากล พร้อมชำแหละ 8 ปมปัญหาสำคัญทางกฎหมายและจริยธรรมที่ เฟซบุ๊ก ต้องให้คำตอบแก่สังคม ได้แก่

ประเด็นที่ 1 การปล่อยปละละเลยโฆษณาหลอกลวงและผิดกฎหมาย แพลตฟอร์มเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อที่ผิดกฎหมาย ทั้งการแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อหลอกลงทุน สินค้าปลอมแปลง ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโพสต์ที่ได้รับการสนับสนุน สิ่งนี้สะท้อนความหละหลวมของระบบคัดกรอง หรืออาจเป็นการจงใจรับเม็ดเงินโฆษณาสีเทาโดยไม่นำพาต่อผลกระทบ

ประเด็นที่ 2 เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส และระบบเพจ กลายเป็นแหล่งฟอกขาวสินค้าเถื่อน พื้นที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นช่องทางกระจายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. สินค้าไร้มาตรฐาน มอก. ตลอดจนอาวุธและสิ่งเทียมอาวุธ ซึ่งตอกย้ำความล้มเหลวของกลไกควบคุมเนื้อหาอย่างชัดเจน

ประเด็นที่ 3 อัลกอริทึมมรณะชี้เป้าเหยื่ออย่างแม่นยำ ระบบประมวลผลพฤติกรรมผู้ใช้งานถูกมิจฉาชีพนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ หากผู้ใช้สนใจเรื่องการลงทุน อัลกอริทึมจะป้อนโฆษณาที่เกี่ยวข้องเข้าสู่หน้าฟีด ซึ่งมักแฝงโฆษณาหลอกลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ หรือคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อเหยื่อหลงเชื่อจนสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด หลายรายเกิดภาวะซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิต นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคโนโลยี แต่คือภัยความมั่นคงทางชีวิตและสังคม

ประเด็นที่ 4 การแสวงหากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค การที่เฟซบุ๊กมีรายได้มหาศาลจากการอนุมัติโฆษณาของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยปราศจากการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ถือเป็นการเข้าข่ายมีส่วนได้ส่วนเสียกับขบวนการหลอกลวงประชาชนทางอ้อม

ประเด็นที่ 5 ความล้มเหลวของระบบยืนยันตัวตน แพลตฟอร์มเปิดช่องโหว่ให้เกิดบัญชีอวตารและการสวมรอยแบรนด์ดังได้อย่างอิสระ เมื่อเกิดคดีฉ้อโกง กระบวนการสืบสวนสอบสวนจึงถึงทางตัน เพราะไม่สามารถระบุตัวตนอาชญากรตัวจริงได้

ประเด็นที่ 6 การอาศัยช่องโหว่กฎหมายไทยเพื่อเลี่ยงภาษีและปัดความรับผิดชอบ เฟซบุ๊กใช้สถานะทุนข้ามชาติจดทะเบียนในไทยเป็นเพียงผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทั้งที่มีพฤติการณ์เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ ทำให้หลุดพ้นจากการกำกับดูแล ขณะที่กฎหมายอย่าง พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับที่ 2 ก็ยังไม่สามารถเอาผิดหรือเยียวยาเหยื่อได้จริง นอกจากนี้ รายได้มหาศาลจากค่าโฆษณาในไทยยังถูกโอนไปเสียภาษีในประเทศไอร์แลนด์ซึ่งมีอัตราภาษีต่ำกว่า ทำให้รัฐบาลไทยสูญเสียรายได้มหาศาลที่ควรนำมาพัฒนาประเทศ

ประเด็นที่ 7 ไร้กลไกปกป้องผู้ซื้อและระบบเยียวยา แตกต่างจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาตรฐานที่มีระบบเอสโครว์เพื่อกักเงินไว้จนกว่าผู้ซื้อจะได้รับสินค้า เฟซบุ๊กปล่อยให้เกิดการโอนเงินตรงไปยังผู้ขายอย่างไร้การควบคุม เมื่อมิจฉาชีพปิดเพจหนี แพลตฟอร์มก็ไม่มีมาตรการชดเชยใดๆ ให้กับผู้เสียหาย

ประเด็นที่ 8 พฤติกรรมสองมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย บริษัท เมตา ยอมปฏิบัติตามกฎหมายและวางระบบคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับ แต่ในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทย กลับละเลยมาตรฐานความปลอดภัยและปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง

สารี อ๋องสมหวัง ได้ทิ้งท้ายว่า "รัฐบาลไทยต้องยุติสภาวะลอยตัว และไม่ควรปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้ามากอบโกยเม็ดเงินโฆษณาปีละนับหมื่นล้านบาทโดยทิ้งภาระความเสียหายไว้ให้ประชาชน เมื่อการขอความร่วมมือเชิงนโยบายไร้ผล สภาฯ จึงต้องอาศัยกลไกตุลาการเพื่อบังคับให้ เมตา ปฏิรูปโครงสร้างระบบ ยืนยันตัวตนผู้ขายให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และจัดตั้งกองทุนเยียวยาตามมาตรฐานสากล"

เพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้สู่การรับรู้ในวงกว้าง สภาผู้บริโภคได้เปิดตัวแคมเปญ "ฉันก็โดนเหมือนกัน แอปฟ้าพาหมดตัว" และ "เฟซบุ๊กเพื่อนลัก" เชิญชวนให้เหยื่อมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์มออกมาร่วมแสดงพลังและแชร์ประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมกดดันให้บริษัท เมตา ต้องออกมารับผิดชอบ

ทั้งนี้ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคพร้อมด้วยทีมทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย จะเดินทางไปยื่นฟ้องศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก และต่อเนื่องในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จะมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา เพื่อรับฟังปัญหาจากผู้เสียหายและตกผลึกข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติต่อไป