xs
xsm
sm
md
lg

เทียบนโยบาย “3 ผู้สมัคร” แก้ปัญหาเร่งด่วนให้คน กทม.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เทียบนโยบายสำคัญที่คนกรุงเทพต้องการให้แก้ไข ของ “3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.” โดย “ชัชชาติ” เสนอ ทะลุซอยตันแก้ปัญหารถติด แยกขยะเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เปิดพื้นที่ของ กทม.ให้คนทำมาค้าขาย ด้าน “ดร.โจ” ดันนโยบายค้าขายง่าย-ไม่ต้องจ่ายส่วย วางมาตรฐานจัดการขยะ พัฒนาระบบระบายน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ขณะที่ “หม่อกร” ชูแนวคิด ใช้ AI แก้ปัญหาจราจร เปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า-น้ำมัน นำกลับมาให้ กทม.ใช้ ประหยัดไปได้ปีละ 10,000 ล้านบาท สร้าง“กรุงเทพฯเมืองฟองน้ำ” ทำฟุตบาทให้น้ำซึมผ่าน แก้ปัญหาน้ำท่วม เผย ถ้าทำได้เต็มรูปแบบจะสามารถรองรับน้ำได้ถึง 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร

การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. 2569 นี้ กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้สมัครแต่ละคนต่างเร่งลงพื้นที่เพื่อนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ดีจากการสำรวจความคิดเห็นของ“ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์” พบว่า 4 ปัญหาหลักที่คนกรุงเทพฯต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ปัญหารถติด ปัญหาฝุ่น PM 2.5-ขยะ ปัญหาที่ทำมาหากินของคนตัวเล็กตัวน้อย และปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

“Special Scoop Manager Online” จึงนำนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ของ “3 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.” ที่กำลังเป็นที่จับตาของคนกรุงเทพฯ มานำเสนอแบบช็อตต่อช็อต

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 9
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 9 ซึ่งกำลังมีคะแนนนำทิ้งห่างผู้สมัครรายอื่นๆ ได้วางนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนให้คน กทม. ไว้ดังนี้

1.นโยบายแก้ปัญหาจราจร อาทิ

-ทะลุซอยตัน ปรับปรุงการเชื่อมโยงเครือข่ายถนน โดย กทม. จะเดินหน้าเพิ่มทางลัดทางผ่าน ผ่านกลไก
ความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสัญจรและลดความหนาแน่นบนถนนสายหลัก ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น กทม. และเอกชนจะร่วมกันจัดรูปร่างแปลงที่ดินใหม่เพื่อตัดถนนหรือขยายทางแยกให้ได้มาตรฐาน โดยที่ดินทุกแปลงจะมีมูลค่าสูงขึ้นจากการเข้าถึงที่สะดวกมากขึ้น รวมทั้งเดินหน้าตัดถนนตามที่ผังเมืองได้กำหนดไว้ เพื่อขยายโครงข่ายถนนให้ทันกับการขยายตัวของประชาชน

-ประเมินผลกระทบการจราจรในจุดที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหา เช่น ประสานงานปรับจังหวะสัญญาณไฟเพื่อลดจุดตัดกระแสรถ หรือบังคับให้ออกแบบจุดรับ - ส่ง ทั้งสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะให้ไม่กีดขวางช่องทางจราจรหลัก

2.ผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกผ่าน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ การบังคับ
ใช้มาตรฐานพลังงานอาคารพร้อมผลักดันเมืองพลังงานแสงอาทิตย์ , เร่งขยายจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรองรับการขนส่งสะอาด และการตั้ง ‘Bangkok Carbon Credit Hub’ เป็นตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เปลี่ยนการลดมลพิษเป็นแรงจูงใจทางการเงิน

แยกขยะเพื่อใช้เป็นทรัพยากร เพิ่มมูลค่า ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย กทม. จะพัฒนาบทบาท
จากผู้เก็บขยะสู่ผู้บริหารจัดการขยะเมือง ผ่านการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการแยกขยะเพื่อนำไปจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยประชาชนขายขยะมูลค่าต่ำผ่านโครงการ“ไม่เทรวม” สู่การเปลี่ยน“ขยะเป็นเงิน” ผ่านระบบศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุ หรือ MRF (อยู่ระหว่างการออกแบบ) ซึ่งจะทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบ ยกระดับการจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น พร้อมทั้งบริหารศูนย์กำจัดอย่างเป็นระบบ และคืนพื้นที่จัดการขยะให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ


3.กระจาย ‘พื้นที่สร้างรายได้’ ให้ใกล้ผู้คนมากขึ้น ผ่านการพัฒนาพื้นที่ค้าขายหลากหลายรูปแบบทั่วกรุงเทพฯ อาทิ
-เปิดพื้นที่สาธารณะของ กทม. ให้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการมากขึ้น เช่น สวนสาธารณะ ศูนย์กีฬา ลานกิจกรรม และพื้นที่ของหน่วยงาน กทม.

-ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นและเอกชนเพื่อขยายพื้นที่ค้าขายในพื้นที่ศักยภาพของเมือง เช่น ใต้ทางด่วน พื้นที่รอบ
วัด พื้นที่ริมคลอง และพื้นที่ว่างของรัฐ ให้กลายเป็นตลาดชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจใกล้บ้าน

4.ป้องกันน้ำท่วม อาทิ

-พัฒนาระบบติดตามน้ำเหนือ-น้ำหนุน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

-อุดรอยรั่วริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ครบ

-เร่งผลักดันอุโมงค์ระบายน้ำประเวศเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก

“ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10
“ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานเสียงการเมืองระดับชาติใน กทม.มากที่สุด ได้นำเสนอนโยบายที่น่าสนใจ ดังนี้

1.แก้ปัญหาการจราจร โดยทำให้“เดินทางง่าย” ซึ่งสิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจาก กทม.มากที่สุดก็คือสามารถเดินเท้าได้ เพราะการเดินเท้าได้จะเอื้อให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จึงจำเป็นต้องมีทางเดินในร่มในจุดเชื่อมต่อของระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ซึ่งทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ถ้าทำให้สามารถเดินเท้าได้สะดวก คนจะใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น

รวมถึงต้องมีระบบติดตามการขนส่งสาธารณะผ่านพิกัด GPS แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ซึ่งแม้ว่า กทม.มีอำนาจจำกัด แต่จากข้อมูลพบว่ามีเส้นทางเดินรถจำนวนมากที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้วแต่ไม่มีเอกชนมาวิ่ง ซึ่ง กทม.สามารถเข้าไปดำเนินการในส่วนนี้ให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลองหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที ทั้งนี้การทำให้ กทม.เป็นเมืองที่คนเดินทางง่ายโดยไม่ต้องมีรถจึงเป็นการคืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม.ได้เป็นอย่างดี

2.สร้างมาตรฐานในการจัดการขยะ ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ต้องทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน หากโรงกำจัดขยะกลางเมืองปล่อยกลิ่นเหม็นก็จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิดที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข

3.ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม.ต้องให้โอกาสประชาชนในการค้าขายโดยใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ มีการพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ โดย กทม.มีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมทั้งมีการจ้างงานของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะและหาคนทำงานไปพร้อม ๆกัน ขณะที่การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่าง ๆ จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็วและไม่มีระบบการจ่ายใต้โต๊ะอีกต่อไป คน กทม.ต้องได้รับการบริการที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา

4.จัดการระบบระบายน้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ประกอบด้วย การลอกท่อระบายน้ำแบบ 100% ทั่วกรุงเทพฯ ลดปัญหาการสะสมของดินเลน แก้ปัญหาไขมันอุดตันด้วยการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียและบ่อดักไขมันในทุกครัวเรือนเพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันและเศษอาหารลงไปอุดตันท่อระบายน้ำสาธารณะ และยกระดับคลองให้เป็นโครงการขนาดใหญ่ ผลักดันการฟื้นฟูและพัฒนาโครงสร้างระบบระบายน้ำหลักตามคูคลอง เพื่อเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการดึงน้ำระบายออกจากพื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ หม่อมกร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1
ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ "หม่อมกร" ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 ซึ่งลงสมัครอิสระ ถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่น่าจับตา เพราะนอกจากจะมีความรู้รอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน และมุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของสาธารณะมากว่า 10 ปีแล้ว เขายังมีเสียงสนับสนุนที่เหนียวแน่นจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกด้วย โดย หม่อมกรได้นำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาให้คน กทม. ดังนี้

1.ใช้ AI แก้ปัญหาจราจร โดยใช้ City Brain ซึ่งเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการเมืองโดยการขับเคลื่อนด้วย AI และ Big Data ซึ่งรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก“กล้องวงจรปิด”เกือบ 2,000 กล้อง ที่อยู่ตามแยกต่างๆใน กทม. 578 แยก มาประมวลผลเพื่อควบคุมสัญญาณไฟจราจรทั้งระบบเพื่อให้การจราจรลื่นไหล พร้อมทั้งมีระบบไฟบอกเวลาของสัญญาณไฟแต่ละสีทุกแยกที่มีสัญญาณไฟ ต่างจากปัจจุบันที่การให้สัญญาณไฟจราจรแต่ละแยกเป็นอิสระต่อกัน บางแยกใช้เจ้าหน้าที่กด บ้างแยกใช้ระบบตั้งเวลาอัตโนมัติโดยที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณรถในแต่ช่วงเวลา บางทีไฟเขียวขณะที่ด้านนั้นไม่มีรถเลย แต่ด้านที่มีไฟแดงรถกลับติดยาว และบางแยกก็ไม่มีระบบไฟบอกเวลา ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยลดเวลาในการเดินทางได้ถึง 15% สามารถประหยัดค่าน้ำมันให้คนกรุงเทพฯได้ถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี

2. ลด PM 2.5 ด้วยการแก้ปัญหาจราจร จากข้อมูลพบว่า 72% ของ PM 2.5 มาจากการใช้รถยนต์ ซึ่งถ้าแก้ปัญหารถติดด้วยวิธีข้างต้นได้ ก็จะช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ลงได้ด้วย โดยสามาถลดฝุ่น PM ได้ถึง 1,500 ตันต่อปี และสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 2 ล้านตันต่อปี

เปลี่ยนขยะเป็น“พลังงาน” โดย กทม.จะรับขยะจากที่ต่างๆไปแปรรูปเป็นพลังงาน ซึ่งในส่วนของขยะเปียก เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ กทม.จะเริ่มจากรับขยะจากแหล่งที่มีการสร้างขยะเปียกในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ไปผลิตเป็นไบโอแก๊สและนำมาใช้ในการปั่นไฟป้อนให้กับหน่วยงานต่างๆของ กทม. ส่วนกากที่เหลือจากการผลิตไบโอแก๊สก็สามารถนำมาทำปุ๋ยได้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยแก้ปัญหากลิ่นจากขยะเน่าเสียแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายให้ กทม.ได้ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งระยะต่อไปก็จะขยายโครงการไปยังชุมชนและบ้านเรือนต่างๆด้วย ส่วนขยะแห้ง เช่น พลาสติก กระดาษ หากสามารถรีไซเคิลได้ก็จะนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ส่วนขยะแห้งที่รีไซเคิลไม่ได้ก็จะนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน เช่น ขยะพลาสติกนำไปผลิตเป็นน้ำมันเบนซินและดีเซล โดยน้ำมันที่ได้ก็สามารถนำมาใช้กับยานพหนะต่างๆของ กทม. ซึ่งพลังงานที่ได้จากทั้งขยะเปียกและขยะแห้งดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าถึงปีละ 10,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

3. หาพื้นที่ให้คนตัวเล็กค้าขาย โดยจุดที่เป็นทางเท้าขนาดใหญ่สามารถนำมาตีเส้นแบ่งเป็นล็อกให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถค้าขายได้ แต่ต้องควบคุมเรื่องความสะอาด รวมทั้งขอใช้พื้นที่ว่างหรือตึกร้างของเอกชนมาทำเป็นตลาดหรือร้านค้าให้ประชาชนเช่าในราคาถูก โดยเอกชนจะได้รับการยกเว้นภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือน อีกทั้งเมื่อครบสัญญา เช่น ครบ 5 ปี เอกชนก็จะได้พื้นที่ที่พัฒนาแล้วกลับคืนไป ซึ่งเอกชนจะนำไปดำเนินการต่อหรือไม่ก็ได้

4. “กรุงเทพฯเมืองฟองน้ำ” แก้น้ำท่วม โดยจะทำฟุตบาทซึมน้ำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบให้ทางเท้าหรือพื้นที่โล่ง สามารถไหลซึมน้ำผ่านผิวด้านบนลงสู่ชั้นดินด้านล่างได้โดยตรง ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง ลดภาระการระบายน้ำของเมือง โดยโครงการนี้จะใช้พื้นที่ของสวนสาธารณะและลานจาดรถของภาครัฐและเอกชนเป็นแก้มลิงหรือแหล่งกักเก็บน้ำใต้ดิน อาทิ ลานจอดรถของสถานีขนส่งหมอชิตหากทำระบบฟุตบาทซึมน้ำจะช่วยรองรับน้ำได้ถึง 50,000 ลูกบาศก์เมตร และถ้าทำได้เต็มรูปแบบจะสามารถรองรับน้ำได้ถึง 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตรเลยทีเดียว

ทั้งนี้ปัจจุบันเมืองใหญ่ต่างๆของโลกหันมาใช้ระบบฟุตบาทซึมน้ำกันหมดแล้ว ซึ่งนอกจากช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังแล้วยังช่วยให้ถนนไม่เฉอะแฉะเวลาฝนตกด้วย สำหรับลานจอดรถและสวนสาธารณะต่างๆนั้นทาง กทม.สามารถประสานเพื่อดำเนินโครงการได้ทันทีซึ่งเจ้าของสถานที่ก็จะได้ประโยชน์ด้วย ส่วนทางเท้าของ กทม.นั้นเนื่องจากที่ผ่านมามีการปรับปรุงทางเท้า โดยใช้แบบซึมน้ำไม่ได้ เป็นระยะทางกว่า 11,000 กิโลเมตร แล้ว ดังนั้นจึงสามารถทำระบบฟุตบาทซึมน้ำได้เฉพาะในจุดที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงถนนเท่านั้น

นอกจากนั้นหม่อมกรยังจะสานต่อโครงการ“ห้องเก็บน้ำใต้ดิน” ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่า กทม.ซึ่งเดิมทำไว้ 4 แห่ง อาทิ ที่วงเวียนบางเขน รัชดา สุขุมวิท โดยโครงการห้องเก็บน้ำใต้ดินของหม่อมกรนั้นจะดำเนินการบริเวณใต้สวนสาธารณะ เช่น สวนจตุจักร ซึ่งจะสามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 1 แสนลูกบาศก์เมตร และทำให้พื้นที่ลาดพร้าวหมดปัญหาน้ำขังรอระบายอย่างแน่นอน