MGR Online - “ทนายอั๋น” ร้องดีเอสไอ ตรวจสอบ 13 บริษัทเอกชน และ 33 บุคคลธรรมดา บุกรุก “เขากระโดง” จ.บุรีรัมย์ ก่อสร้างทับที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
วันนี้ (8 มิ.ย.) เวลา 11.00 น. ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีของการสร้างสิ่งปลูกสร้างหรืออาณาจักร ถม ทับคลองน้ำ ห้วย ทาง สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมีลักษณะเป็นการทำในเชิงธุรกิจการค้าอันอาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินว่าด้วยการบุกรุกที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ กรณีคดีพิพาทบนที่ดินเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ที่ดินบริเวณ 5,083 ไร่ ที่ไม่มีโฉนด ซึ่งล้วนเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย และ 2.ห้วย คลอง น้ำ ลำ ราง สาธารณะประโยชน์ และทางสาธารณะประโยชน์ ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน กลับมีกลุ่มบุคคลไปสร้างทับที่สาธารณะประโยชน์ ตอนนี้ความผิดสำเร็จแล้วไม่ต้องพิสูจน์สิทธิ์แล้ว จะมาอ้างไม่ได้ว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะมีกลุ่มนิติบุคคล 13 บริษัท และบุคคลธรรมดา 33 ราย ไปสร้างสิ่งก่อสร้างทับที่สาธารณะ
นายภัทรพงศ์ เผยอีกว่า สำหรับ 20 จุดบนแผนภาพ ตนจะไล่เป็น 3 โซน คือ โซนแรกเป็นสนามแข่งรถมอเตอร์ไซคทางเรียบ ส่วนที่สอง คือ สนามฟุตบอล ส่วนที่สาม คือ อาณาจักรที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่าใช้ในการขับเคลื่อนเรื่องการซุกหุ้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมคือการบุกรุกยึดที่หลวงทำเชิงธุรกิจ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสียหายเป็นวงกว้าง ประชาชนสนใจ จึงมาร้องดีเอสไอเพราะเห็นว่าเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูง ประกอบกับอาจมีอิทธิพลในท้องถิ่น อาจทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม จึงต้องร้องขอให้ดีเอสไอไปตรวจสอบ
“ย้ำว่ากรณีที่เป็นทางสาธารณะ หรือห้วยน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปสร้างสิ่งก่อสร้างทับ ดังนั้น จะมาอ้างเรื่องกรณีที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาวินิจฉัยถึงที่สุดไม่ได้ หรือจะมาอ้างเรื่องศาลจังหวัดบุรีรัมย์อยู่ระหว่างพิจารณาคดีก็ไม่ได้เช่นกัน ย้ำว่าดีเอสไอมีอำนาจในการดำเนินคดีแน่นอน”
นายภัทรพงศ์ เผยว่า กรณีหากดีเอสไอไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าในคำร้องของตน บ่งบอกได้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายความผิดที่ดีเอสไอสามารถรับเรื่องได้ และตรวจสอบแล้วเข้าข่ายว่าเป็นความผิดจริง ก็สามารถเอาหนังสือของตนเป็นการกล่าวโทษได้ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นอาญาแผ่นดิน และหากดูตามอัตราโทษประมวลกฎหมายที่ดิน โทษจำคุก 1-5 ปี หากสมมุติคร่าวๆ จากทั้งหมด 20 จุด หากมีการรับสารภาพโทษก็ 50 ปีแล้ว ถ้าปฏิเสธข้อกล่าวหาโทษก็สูงถึง 100 ปี ซึ่งหากมองว่ากินเนื้อที่ไปเท่าไรในจำนวน 20 จุด ก็พบว่ากินเนื้อที่ไปทั้งสิ้น 245 ไร่ คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าทำขนาดนี้
นายภัทรพงศ์ เผยต่อว่า หากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบข้อมูลสำคัญ ทางดีเอสไอสามารถเรียกให้กรมที่ดินมาให้ข้อมูลได้เช่นกัน เพื่อที่จะได้ใช้เทคโนโลยีพิเศษของดีเอสไอในการตรวจเรื่อง GPS เมื่อพบความผิดก็ดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาได้ หากมองในเรื่องของพยานหลักฐาน จะพบว่าบางจุดเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 30/2 ซึ่งเป็นของนายกรัฐมนตรี แล้วการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจะกล้าดำเนินการหรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อตนมาส่งมอบข้อมูลให้กับดีเอสไอไปแล้ว คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ ต้องรู้ผล เพราะก่อนหน้านี้กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เคยดำเนินการสืบสวนและมีพยานหลักฐานไว้ก่อนอยู่แล้ว
นายภัทรพงศ์ ระบุว่า สำหรับที่ดินเขากระโดง แบ่งออกเป็น 4 ส่วน หาก 1 ใน 4 มีโฉนดหนึ่งส่วน อีก 1 ส่วนเป็น ส.ค.1 กับ นส.3 ฉะนั้น อีกสองส่วน หรือ 50% ก็คือที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่กรณีที่ตนมาร้องในวันนี้คือกรณีที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทั้งสิ้น แต่กลับมีการไปสร้างสิ่งก่อสร้างทับทาง
นายภัทรพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าที่ดินบางส่วนเป็นกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยไปบุกรุกที่ดินของชาวบ้าน จึงต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษากรรมสิทธิ์ก่อนว่าส่วนไหนเป็นของใคร ตนขอเรียนว่าศาลพิพากษามาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว โดยศาลบอกแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้ง 5,083 ไร่ และให้การรถไฟแห่งประเทศไทยกับกรมที่ดินไปทำในสิ่งที่ควรจะต้องทำ แต่เมื่อกรมที่ดินไม่เพิกถอน เพราะอ้างว่าแผนที่ไม่ชัดเจน ศาลปกครองจึงบอกว่าถ้ามันไม่ชัดเจน ก็ไปทำให้มันชัดเจน จึงเป็นที่มาของรูปแผนที่ฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด แล้วทำไมกรมที่ดินจึงไม่เพิกถอนที่ดินเขากระโดง ตนจึงไปขอมติของคณะกรรมการที่ไม่เพิกถอน แต่ก็ไม่ให้เอกสารกลับมา ตนกล้าบอกเลยว่าคณะกรรมการฯ ติดคุกแน่นอน เพราะไม่รอฉบับสมบูรณ์แต่กลับมีคำวินิจฉัยออกมา