คนเก่งออก - คนเฉื่อยอยู่
ด้านมืดเออร์ลี่รีไทร์ขรก.
ความคิดดีแต่ปัญหาเพียบ
การที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อปรับลดจำนวนข้าราชการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการปฏิรูประบบราชการไทยที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน แต่ไม่เคยมีรัฐบาลใดกล้าขยับอย่างจริงจัง
สาระสำคัญของแนวทางดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการลดจำนวนบุคลากรภาครัฐเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังเลือกเดินในทิศทางที่สวนทางกับแนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการ ซึ่งเคยถูกเสนอในหลายช่วงเวลาที่ผ่านมาเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสูงวัย
แม้เหตุผลของการขยายอายุเกษียณจะอ้างถึงการรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์ไว้ในระบบ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การขยายอายุเกษียณส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานและโอกาสของคนรุ่นใหม่ เพราะเมื่อข้าราชการยังอยู่ในตำแหน่งเดิมนานขึ้น ตำแหน่งว่างสำหรับผู้จบการศึกษารุ่นใหม่ก็ลดลงตามไปด้วย ผลลัพธ์คือระบบราชการอาจสูญเสียโอกาสในการดึงคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะด้านดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจเทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ทันต่อโลกยุคใหม่
หากมองตามแนวทางของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การปฏิรูประบบราชการในยุคดิจิทัลไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมของกำลังคน ทักษะ และประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน การลดจำนวนข้าราชการในส่วนที่เกินความจำเป็นจึงอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปรับโครงสร้างภาครัฐให้มีขนาดกะทัดรัด คล่องตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น
ในอีกมิติหนึ่ง การลดจำนวนข้าราชการยังเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถปรับโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัญหาของระบบราชการไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกระจายทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพด้วย
เมื่อจำนวนบุคลากรลดลง ข้าราชการที่ยังคงอยู่ในระบบย่อมต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น ดังนั้นการปรับเพิ่มเงินเดือนหรือค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับภาระงานจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล การมีบุคลากรน้อยลงแต่มีคุณภาพสูงขึ้น และได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม อาจเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์มากกว่าการรักษาระบบที่มีคนจำนวนมากแต่ขาดแรงจูงใจในการทำงาน
ส่วนผู้ที่ตัดสินใจเกษียณอายุก่อนกำหนด รัฐควรมีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการจ่ายเงินชดเชยแล้วปล่อยให้ออกจากระบบไป แนวทางที่น่าสนใจคือการส่งเสริมการจ้างงานรูปแบบใหม่ในตลาดเฉพาะทางคล้ายกับที่ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานตามศักยภาพ มีรายได้เสริม และยังคงมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโดยไม่จำเป็นต้องทำงานเต็มเวลาตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดการให้เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด จะมีข้อดีหลายด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องยอมรับเช่นกัน โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนมากอาจไม่ใช่ข้าราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ หากแต่เป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนักมาโดยตลอด รับภาระงานจำนวนมาก และมองเห็นโอกาสในการออกจากระบบอย่างเหมาะสม
ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนั้นจริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพสูงออกจากระบบราชการ ขณะที่บุคลากรที่มีผลงานต่ำหรือขาดแรงจูงใจกลับยังคงอยู่ต่อไป ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนคน แต่เป็นคุณภาพของคนที่เหลืออยู่ในระบบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในระยะยาว
นอกจากนี้ การปรับลดกำลังคนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ใช่คำตอบของการปฏิรูประบบราชการที่แท้จริง เพราะหัวใจสำคัญของการปฏิรูปไม่ได้อยู่ที่ 'คน' เท่านั้น แต่อยู่ที่ 'งาน' ด้วย
ปัจจุบันข้าราชการจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาและทรัพยากรไปกับกิจกรรมที่ไม่ได้สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือไม่ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในรูปแบบที่ซ้ำซ้อน หรือการขับเคลื่อนนโยบายประเภท 'สำนักงานสีเขียว' ที่ขยายตัวเกินความจำเป็นในหลายหน่วยงาน
ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า 'งานที่ไม่ใช่งาน' ซึ่งใช้ทรัพยากรของรัฐจำนวนมาก โดยไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชน ด้วยเหตุนี้ หากรัฐบาลต้องการปฏิรูประบบราชการอย่างแท้จริง ก็จำเป็นต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐควรให้ความสำคัญกับภารกิจหลักในการให้บริการประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาประเทศ มากกว่าการผลิตกิจกรรมเพื่อสนองตัวชี้วัดหรือภาพลักษณ์ขององค์กร
ท้ายที่สุด ความท้าทายที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การออกแบบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่เป็นคำถามมุ่งหมายในทางการเมืองว่า รัฐบาลจะกล้าเดินหน้าไปไกลเพียงใด เพราะการปฏิรูประบบราชการย่อมหมายถึงการเผชิญหน้ากับ 'พรรคข้าราชการ' ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกรรมการบริหาร และไม่มีที่ตั้งพรรคอย่างเป็นทางการ แต่มีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศอย่างมหาศาล
โดยทุกครั้งที่มีความพยายามปรับลดอำนาจ งบประมาณ หรือจำนวนกำลังคนในระบบราชการ มักเกิดแรงต้านในรูปแบบต่าง ๆ เสมอ เพราะย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในระบบโดยตรง
ดังนั้น โครงการนี้ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงมาตรการบริหารทรัพยากรบุคคล แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านระบบราชการไทยจากโครงสร้างแบบเดิมไปสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลได้จริงหรือไม่ และจะมีความกล้าหาญทางการเมืองมากพอที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบราชการเพียงใด เพราะหากไม่สามารถจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างได้ การลดจำนวนคนก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวเลขบนกระดาษ โดยที่ระบบราชการไทยยังคงเผชิญปัญหาเดิมต่อไปไม่รู้จบ
https://youtu.be/-0-FyIMwuWE?si=VEje7BhrbPFIyo_Q