ปมส่วย 'กทม.'
กดดัน 'ชัชชาติ'
โจทย์ใหญ่ล้างบางสีเทา
'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' จะกลับมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกสมัยยังคงมีอยู่สูงอย่างยิ่ง จนหลายฝ่ายมองว่าประเด็นที่น่าจับตาอาจไม่ใช่เรื่องของการคว้าชัยชนะ แต่เป็นการทำลายสถิติคะแนนเสียงของตัวเองจากการเลือกตั้งครั้งก่อนมากกว่า
ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 4 ปีที่ผ่านมา 'ชัชชาติ' สามารถสร้างภาพลักษณ์ของผู้บริหารที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงประชาชน และใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือสื่อสารผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ยังคงรักษาฐานความนิยมไว้ได้ในระดับสูง แม้จะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็นก็ตาม
สำหรับเส้นทางสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทั้งหมด เพราะในช่วงโค้งสำคัญของการหาเสียง ได้มีการหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับการบริหารราชการของกรุงเทพมหานครขึ้นมาตรวจสอบและตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการโยกย้ายบุคลากรที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม ข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบบอากง” ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเครือข่ายอิทธิพลภายในองค์กร ตลอดจนข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการด้านโยธาและการบริหารงบประมาณบางส่วน
แม้หลายประเด็นจะไม่ได้มีการกล่าวหาไปถึงตัวชัชชาติโดยตรง แต่การหยิบยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาในช่วงหาเสียงย่อมมีนัยทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับระบบราชการภายในแล้ว ยังมีประเด็นดราม่าที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ อาทิ การปรากฏของสื่อประชาสัมพันธ์หาเสียงบางส่วนบนพื้นที่สาธารณะหรือระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้า MRT ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้ามาตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดหรือไม่
แม้สุดท้ายแล้วหลายกรณีอาจเป็นเพียงข้อถกเถียงทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางกฎหมาย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันครั้งนี้ยังคงเข้มข้นกว่าที่หลายคนคาดคิด
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ชัชชาติเองก็เคยยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตใน กทม. ดีขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในหลายกรณีแล้วก็ตาม ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นการสะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริง และไม่ใช่เรื่องที่สามารถแก้ไขได้หมดภายในเวลาอันสั้น
ทั้งนี้ ความจริงที่ต้องยอมรับคือ กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในแง่ของงบประมาณและจำนวนบุคลากร พร้อมกับมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนเกือบทุกมิติ ตั้งแต่งานโยธา การระบายน้ำ การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงการจัดเก็บรายได้และการจัดซื้อจัดจ้าง การจะทำให้ทุกกระบวนการโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั้งหมดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ชัชชาติสามารถรักษาความนิยมและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง ความท้าทายสำคัญหลังการเลือกตั้งก็อาจไม่ใช่การสร้างผลงานใหม่หรือการผลักดันนโยบายเพิ่มเติม แต่เป็นการยกระดับระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ท้ายที่สุดแล้ว ความนิยมทางการเมืองอาจช่วยให้ชนะการเลือกตั้งได้ แต่สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระยะยาว คือความสามารถในการสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดช่องว่างของการใช้อำนาจโดยมิชอบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไปก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
https://youtu.be/xfzaJNt4meI?si=0Ow-aoRlP42zvkIC