(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/nvidia-gpu-crackdown-hits-china-linked-southeast-asia-data-centers/)
Nvidia GPU crackdown hits China-linked Southeast Asia data centers
by Jeff Pao
04/06/2026
ความผิดพลาดจากการที่คณะบริหารทรัมป์ 2.0 เร่งระงับการบังคับใช้กฎการควบคุมการส่งออกชิประดับล้ำหน้าอย่างเข้มงวดกวดขันยิ่งขึ้น ซึ่งออกมาในตอนปลายๆ สมัยคณะบริหารโจ ไบเดน กลายเป็นการเปิดช่องโหว่สำคัญอยู่นาน 1 ปี ซึ่งเปิดทางให้พวกกิจการในเครือของจีนที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรีบจัดซื้อจัดหาและสต็อกชิปต้องห้ามกันได้อย่างเสรี
วอชิงตันเพิ่งเคลื่อนไหวเพื่อปิดรูรั่วที่เกิดขึ้นมาราว 1 ปี ซึ่งเปิดทางให้พวกบริษัทเทคโลยีจีนสามารถครอบครองเป็นเจ้าของหน่วยประมวลผลกราฟิก (graphics processing units หรือ GPUs) ระดับไฮเอนด์ของ อินวิเดีย (Nvidia) โดยใช้เส้นทางซื้อหาผ่านพวกกิจการในเครือของพวกตนซึ่งตั้งฐานอยู่ในสิงคโปร์และมาเลเซีย
ทั้งนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง (Bureau of Industry and Security หรือ BIS) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกคำแนะนำ [1] เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งขยายความว่า การจำหน่ายจัดส่งพวกชิปคอมพิวเตอร์ระดับล้ำหน้าให้แก่ นิติบุคคลใดก็ตามที่มีบริษัทแม่ระดับสูงสุดตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในจีนหรือมาเก๊า จะต้องได้รับใบอนุญาตส่งออกจึงจะกระทำได้ ไม่ว่านิติบุคคลนั้นๆ จะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตามที คำแนะนำนี้ย้ำว่า กฎระเบียบข้อนี้ในทางเทคนิคแล้วมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 แล้ว
ช่องโหว่นี้ปรากฏขึ้นมา หลังจากคณะบริหารทรัมป์ 2.0 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2025 ได้ประกาศในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันว่า กฎควบคุมการกระจายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Diffusion Rule) ที่ร่างขึ้นโดยคณะบริหารประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออกชิปเอไอระดับล้ำยุคในทั่วโลก ซึ่งมีความเข้มงวดกวดขันยิ่งกว่าเดิมนั้น จะยังไม่ถูกนำมาใช้ในทันที โดยหลักการสำคัญกฎควบคุมนี้คือ การแบ่งประเทศหรือดินแดนจุดหมายปลายทางของการส่งออกเป็นหลายๆ ชั้น แต่ละชั้นจะถูกตรวจสอบควบคุมไม่เท่ากัน ปรากฏว่าพวกกิจการจีนจำนวนมากได้เข้าฉวยคว้าโอกาสตรงนี้ ด้วยการรีบเร่งสร้างตู้จัดเก็บอุปกรณ์สำหรับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (ตู้แร็ค) ขึ้นในสิงคโปร์และมาเลเซีย และซื้อหาชิปอินดีเดียระดับล้ำยุคเข้ามาเป็นปริมาณมากๆ
ชิปต้องห้ามไม่ให้ส่งออกแก่จีนของอินวิเดีย เป็นจำนวนหลายแสนชิ้นทีเดียว อาจจะไปถึงมือ [2] พวกกิจการในเครือของจีนไปเรียบร้อยแล้วโดยผ่านช่องทางเช่นนี้ ตามรายงานของรอยเตอร์โดยอ้างอิงการประมาณการของวงการอุตสาหกรรมนี้
มาถึงปัจจุบัน บีไอเอสกำลังอธิบายขยายความว่า อันที่จริงแล้วข้อกำหนดในเรื่องบริษัทแม่สูงสุดนั้นไม่ได้เคยถูกสั่งระงับการบังคับใช้เลย เรื่องนี้ทำให้มีผู้สังเกตการณ์บางรายชี้ [3] ว่า จากการวางกรอบให้ประกาศล่าสุดฉบับนี้ถือเป็นการอธิบายเพิ่มเติม ไม่ใช่การออกกฎใหม่ มันก็เท่ากับว่าคณะบริหารทรัมป์ยั้งเอาไว้ ไม่ถึงขั้นยอมรับว่ามีช่องโหว่เกิดขึ้นมา และกลับพยายามอธิบายเสียใหม่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตรงนี้เป็นปัญหาเรื่องของการปฏิบัติตามและการบังคับใช้กฎ
คำอธิบายของบีไอเอสยังระบุว่า ไม่ได้มีข้อกำหนดให้พวกศูนย์ข้อมูลซึ่งกำลังดำเนินงานด้วยชิปต้องห้ามอยู่แล้ว ต้องยุติการใช้ชิปดังกล่าว เรื่องนี้คนในวงการมองกันว่าเป็นวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมา รวมทั้งการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากพวกบริษัทซัปพลายเออร์ชิป
แต่ไม่ว่าวอชิงตันจะพยายามวางกรอบมาตรการนี้กันยังไงก็ตามที ผลในทางปฏิบัติยังคงชัดเจนแจ่มแจ้ง นั่นคือ พวกนิติบุคคลของจีนซึ่งกำลังดำเนินงานอยู่ในต่างประเทศจะไม่สามารถซื้อหาชิปอินวีเดียที่ถูกแบนห้ามส่งไปจีน ได้อย่างเสรีอีกต่อไปแล้ว เป็นการยุติการดำเนินการซึ่งได้ทำกันมาอย่างไม่ถูกท้าทายห้ามปรามใดๆ มายาวนานราว 1 ปีเต็ม
การเปลี่ยนแปลงในทางการบังคับใช้คราวนี้ เกิดขึ้นมาในเวลาเดียวกับที่ปักกิ่งกำลังพยายามกดดันพวกกิจการเทคโนโลยีภายในแดนมังกร ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ แก่พวกชิปเอไอซึ่งผลิตขึ้นภายในประเทศ เหนือกว่าพวกชิปทางเลือกจากต่างประเทศ อย่างเช่น ชิป H200 และ H20 ของอินวิเดีย ทั้งนี้ชิปเอไอภายในประเทศ ซึ่งเวลานี้ถือเป็นศูนย์กลางของความพยายามเหล่านี้ ก็คือ ชิป Ascend 920 (แอสเซนด์ 920) ของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลจีส์ โดยที่ทางการจีนกำลังกระตุ้นส่งเสริมบริษัทเทคจีนทั้งหลายให้นำเอาชิปโปรเซสเซอร์เอไอภายในประเทศ มาใช้ แทนที่จะเอาแต่พึ่งพาอาศัยผลิตภัณฑ์ของอินวิเดีย
นักวิจารณ์ให้ออกเห็นออกสื่อ (คอนเมนเตเตอร์) ชาวจีนบางราย กล่าวว่า การที่สหรัฐฯบังคับใช้กฎข้อห้ามอย่างเข้มงวดขึ้นครั้งนี้ จะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการดำเนินงานด้านศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของพวกบริษัทจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะสั้น แต่พวกเขาก็บอกต่อไปว่า กิจการทั้งหลายของจีนจะมองหาทางเลือกอื่นๆ ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงโปรเซสเซอร์ต้องห้ามเหล่านี้กันอยู่ดี
“กิจการในเครือซึ่งอยู่ในต่างประเทศของพวกบริษัทจีนนั้น ก่อนหน้านี้ได้ฉวยใช้ประโยชน์จากความกำกวมของกฎระเบียบในเรื่องนี้ มาซื้อหาพวกชิประดับสถาปัตยกรรม-แบล็กเวลล์ (Blackwell) ที่ล้ำหน้าที่สุดของอินวิเดีย โดยที่ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตส่งออกใดๆ เสียก่อน และถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบเรื่องการส่งออกของสหรัฐฯอย่างครบถ้วน แต่เจ้าคำแนะนำใหม่นี้จะทำให้การควบคุมทางกฎระเบียบของสหรัฐฯมีความแน่นหนาเข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตาม ตลอดจนความเสี่ยงทางกฎหมายให้แก่บริษัทเหล่านี้” นี่เป็นความเห็น [4] ของคอลัมนิสต์ที่ตั้งฐานอยู่ในมณฑลเหลียวหนิง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนผู้หนึ่ง ซึ่งใช้นามปากกว่า “ลิตเติล ชุนผิง” (Little Chunping)
“แต่การบังคับใช้นั้นยังคงมีอุปสรรคความท้าทาย ไม่ใช่อะไรที่จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นแล้ว อย่างการพิสูจน์ว่าผู้ซื้อชิปในต่างแดนรายหนึ่งๆ จริงๆ แล้วในระดับสูงสุดเป็นกิจการของจีนหรือไม่ เรื่องนี้กระทำได้ยากลำบากกว่าที่มองกันอย่างผิวเผินนัก โครงสร้างของบริษัทต่างๆ นั้นสามารถแผ่ขยายไปอยู่ในประเทศต่างๆ หรือเขตอำนาจศาลต่างๆ หลายๆ แห่ง และรัฐบาลต่างประเทศทั้งหลายก็ไม่ได้มีพันธกรณีใดๆ ที่จะต้องช่วยเหลือวอชิงตันติดตามตรวจสอบกิจการเหล่านี้ด้วย” เขายกตัวอย่าง
เขาเสนอแนะว่า มาตรการตอบโต้ที่ทางพวกบริษัทจีนสามารถกระทำได้ มีอาทิเช่น การสร้างพวกกิจการในขั้นกลางๆ เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนอาศัยพวกเครื่องมือทางการเงินต่างๆ มาปิดบังอำพรางห่วงโซ่ของการทำธุรกรรม, การปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปหาพวกบริการให้ใช้สิทธิในเทคโนโลยี (technology licensing services) หรือการซื้อบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง (cloud computing services) ซึ่งให้บริการแบบเหมารวมที่มีการเข้าถึงชิประดับล้ำหน้ารวมอยู่ด้วย, และการจัดตั้งหุ้นส่วนเพื่อการวิจัยและการผลิตที่มีสารัตถะมากขึ้นในประเทศต่างๆ หรือเขตอำนาจศาลต่างๆ ซึ่งมีระเบียบควบคุมน้อยๆ เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวโดยทางอ้อม
ขณะที่นักเขียนผู้ใช้นามปากกาว่า “หลิงเกิน” (Ling Gen) ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่เมืองเทียนจิน เมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือของจีนใกล้ๆ กรุงปักกิ่ง ให้ความเห็น [5] ว่า “อย่าได้หลงกลถูกหลอกจากคำว่า ‘คำอธิบาย’ เนื่องจากในภาษาของการควบคุมการส่งออกนั้น บ่อยครั้งทีเดียวที่ “คำอธิบาย” สร้างผลกระทบอันหนักหน่วงรุนแรงยิ่งกว่า “กฎ”ใหม่ๆ เสียอีก บีไอเอสเวลานี้ต้องการระบุอย่างชัดเจนว่านิติบุคคลใดๆ ก็ตามทีที่บริษัทแม่ขั้นสูงสุดตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในจีนหรือมาเก๊า จำเป็นต้องมีใบอนุญาตส่งออก (จึงจะซื้อหาครอบครองชิประดับล้ำยุคของสหรัฐฯได้) ไม่ว่านิติบุคคลนั้นๆ จะจดทะเบียนในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ตะวันออกกลาง, หรือแห่งหนไหนก็ตามที”
“นี่เป็นเรื่องของการยอมรับว่าได้เกิดช่องโหวขึ้นแล้ว มากกว่าเรื่องการเพิ่งค้นพบว่าเกิดช่องโหว่ขึ้นมา” เขากล่าว “การซิกแซ็กทางกฎระเบียบของวอชิงตันเองในรอบปีที่ผ่านมา กลายเป็นการเปิดช่องโหว่สีเทาให้ชิปเหล่านี้สามารถไหลทะลักผ่านออกมาได้ เวลานี้จำเป็นต้องสร้างเรื่องเล่าทางการเมืองขึ้นมา เพื่อวางกรอบใหม่ให้แก่การบริหารจัดการอย่างผิดพลาดทางนโยบายนี้ ให้ดูเป็นช่องโหว่ทางความมั่นคงแห่งชาติที่จำเป็นต้องอุดให้ได้อย่างเร่งด่วน”
เขาบอกว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำงานเหมือนกับเป็นการออกแรงบีบคั้นอย่างช้าๆ เพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์เฉพาะหน้า 2 ประการ ได้แก่
**พวกชิปที่มีอยู่แล้วในแร็คศูนย์ข้อมูลจะไม่ถูกแตะต้อง ทว่าคำสั่งซื้อใหม่ๆ ทุกๆ ออเดอร์ในอนาคตจะกลายเป็นการยื่นขอใบอนุญาตส่งออกซึ่งจะต้องถูกพิจารณาทบทวนกันอย่างถาวร บริษัทเอไอทั้งหลายอาจจะสามารถรับมือด้วยสต็อกชิปที่สะสมเอาไว้ในปัจจุบัน ทว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาคอขวดเมื่อต้องทำการอัปเกรดไปสู่โมเดลเจเนอเรชั่นใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นกว่าเดิม
**พวกโปรเจ็คต์ที่ค้างอยู่ครึ่งๆ กลางๆ เป็นพวกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่ไม่นอนในเฉพาะหน้านี้ คำแนะนำของบีไอเอสนี้ครอบคลุมเรื่องการส่งออกในอนาคต ทว่าไม่ได้พูดอะไรเลยเกี่ยวกับพวกชิปที่เวลานี้กำลังลำเลียงขนส่งกันมาถึงกลางทะเล หรือไม่ก็มีการลงนามในใบสั่งซื้อกันแล้วทว่ายังไม่ได้เริ่มการขนส่ง แล้วเนื่องจากคำอธิบายนี้ไม่ได้มีการระบุช่วงเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่าน ข้อตกลงซื้อขายเหล่านี้จึงถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ให้ตกอยู่ในภาวะไร้ความชัดเจนทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี พวกซัปพลายเออร์ก็เริ่มแตะเบรกกันแล้ว ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลที่ได้รับความกระทบกระเทือน อาจจะหันไปหาพวกชิป H200 ของอินวิเดีย ซึ่งยังคงอยู่นอกขอบเขตของการจำกัดควบคุมในปัจจุบัน
กฎควบคุมการกระจายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ตอนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ หวนกลับคืนสู่ทำเนียบขาวในปลายเดือนมกราคม 2025 นั้น หนึ่งในความเคลื่อนไหวอย่างแรกๆ ของเขาในแวดวงเทคโนโลยี ก็คือ การนำเอากฎควบคุมการกระจายเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Diffusion Rule) [6] ซึ่งเป็นกรอบควบคุมการส่งออกที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมาก ที่คณะบริหารไบเดนผลักดันผ่านออกมาบังคับใช้ในช่วงวันท้ายๆ ของการดำรงตำแหน่งของพวกเขา กลับไปเก็บเข้าหิ้ง
กฎควบคุมนี้จะนำเอาข้อจำกัดที่แบ่งเป็นชั้นๆ มาใช้กับการส่งออกชิปเอไอระดับล้ำยุคในทั่วโลก โดยจะแบ่งประเทศต่างๆ ออกเป็น 3 ประเภทขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศถูกมองว่ามความเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐฯมากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้นยังมีการกำหนดปริมาณสูงสุดของชิปซึ่งสามารถที่จะขนส่งไปยังจุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ การที่กฎเกณฑ์นี้ถูกระงับใช้ ได้ก่อให้เกิดสุญญากาศทางกฎระเบียบซึ่งพวกบริษัทจีนได้รีบฉวยคว้ามาใช้ประโยชน์อย่รางรวดเร็ว
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว สื่อมวลชนพากันรายงานว่าวอชิงตันกำลังวางแผนการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกชิปเอไอต่างๆ ของอินวิเดีย โดยพุ่งเป้าหมายเป็นพิเศษที่การส่งออกไปยังมาเลเซียและไทย เพื่อป้องกันไม่ให้พวกกิจการจีนใช้ประเทศเหล่านี้กลายเป็นสถานที่สำหรับเทรนโมเดลเอไอของพวกตน แต่กว่าที่คำแนะนำวันที่ 31 พฤษภาคมจะออกมาได้จริงๆ เวลาก็ได้ล่วงเลยไป 1 ปีเต็มๆ หลังจากที่มีการสร้างช่องโหว่ขึ้นมา
“เหตุผลที่พวกเขาต้องออกคำแถลงชี้แจงฉบับนี้ออกมา ก็สืบเนื่องจากการที่ไม่สามารถนำเอามาตรการควบคุมการส่งออกบางอย่างบางประการของบีไอเอสมาบังคับใช้ได้ แล้วมันกำลังกลายเป็นการเปิดโอกาสโดยไม่ตั้งใจให้แก่พวกบริษัทจีนทั้งในเรื่องการซื้อชิปแบล็กเวลล์ของอินวิเดีย และเรื่องการว่าจ้างบริษัททีเอสเอ็มซี (TSMC ซึ่งก็คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company บริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง คอมพานี บริษัทรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก) ทำชิปเอไอให้ โดยกระทำได้อย่างถูกกฎหมายชนิดที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตอะไรด้วย” คริส แมคไกวร์ (Chris McGuire) อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีความชำนาญพิเศษในเรื่องเทคโนโลยีและความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว [7] เช่นนี้ในโพสต์ทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พร้อมกับย้ำว่า “นี่คือปัญหาใหญ่มหึมามาก”
เขากล่าวต่อไปว่า “คำแถลงฉบับนี้ยังคงไม่ได้มีการระบุว่า บีไอเอสจะบังคับใช้หลายๆ ส่วนของพวกกฎระเบียบของสหรัฐฯซึ่งกำหนดเรียกร้องให้ ทีเอสเอ็มซี ต้องทำการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะและประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบเพิ่มมากขึ้นอีก ในเวลาพิจารณาออเดอร์สั่งทำชิปเอไอทั้งหลาย นี่คือช่องโหว่ใหญ่มากๆ ที่ยังจำเป็นต้องหาทางอุดต่อไป ถ้าหากพวกบริษัทจีนสามารถสั่งทำชิปที่ทีเอสเอ็มซี รวมทั้งสามารถใช้ประเทศที่สามเป็นตัวแทนแอบมารับสิ่งที่ออเดอร์เอาไว้แล้ว มันก็ไม่มีความหมายใดๆ เลยที่จะดำเนินการจำกัดไม่ให้จีนสามารถเข้าถึงชิปเอไอ หรือเครื่องจักรอุปรกรณ์ทำชิประดับล้ำหน้าได้”
แมคไกวร์บอกว่า บีไอสเอสคือผู้ที่สร้างปัญหาเช่นนี้ขึ้นมา จากการประกาศว่าจะยุติการบังคับใช้กฎระเบียบบางอย่างบางประการ โดยที่ไม่ได้มีการระบุอย่างแน่นอนชัดเจนว่าการระงับใช้จะครอบคลุมถึงกฎระเบียบใดบ้าง ตลอดจนไม่มีการแจ้งอัปเดตนโยบายต่างๆ ของตนเพื่ออธิบายให้ทราบอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ยังคงกำลังมีการบังคับใช้อยู่ เขากล่าวว่าผลที่เกิดขึ้นมาก็คือความสับสน และความสับสันเช่นนี้เองทำให้พวกบริษัทและกระทั่งพวกผู้คุมกฎเองไม่มีความแน่ใจว่าสิ่งใดบ้างที่ได้รับอนุญาตและสิ่งใดบ้างที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงกลายเป็นการเปิดช่องโหว่ให้แก่กิจการบางแห่งซึ่งรีบรี่เข้ามาฉวยใช้ประโยชน์อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี มีนักเขียนผู้หนึ่งที่ตั้งฐานอยู่ในมณฑลซานตง ทางภาคตะวันออกของจีน แสดงความคิดเห็นว่า การที่ทรัปม์ปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมการส่งออกชิปในรอบปีที่ผ่านมา เปิดเผยให้เห็นถึงคู่มือการปฏิบัติงานในทางยุทธศาสตร์ในขอบเขตวงกว้างออกไปของทรัมป์ เขากล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของวอชิงตันนั้นมุ่งดำเนินการใน 3 เส้นทาง ดังนี้
**การจำกัดปิดล้อมจีนตั้งแต่แกนกลาง ขณะที่ยังเปิดทางให้พวกบริษัทจีนซื้อหาชิปรุ่นรองอย่าง H200 ของอินวิเดียมาใช้งานได้ เพื่อเป็นหนทางในการหารายรับ รวมทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้จีนก้าวเข้าสู่การพึ่งตนเองอย่างสมบูรณ์
**การกดดันพวกพันธมิตรอย่างเช่น ทีเอสเอ็มซี และกลุ่มซัมซุงของเกาหลีใต้ ให้ยอมสร้างโรงงานขึ้นบนดินแดนสหรัฐฯ
**การเปิดทางให้พวกประเทศตะวันออกกลางสามารถเข้าถึงชิปล้ำยุคได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีการคัดสรร เพื่อเป็นการดึงดูดให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในวงโคจรด้านเทคโนโลยีของวอชิงตัน
เขาบอกว่าจีนเวลานี้ตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบ เนื่องจาก Ascend 920 ชิปเอไอระดับดีที่สุดของหัวเว่ย ยังแค่สามารถทัดเทียมได้แค่ชิป H20 ของอินวิเดียเท่านั้น โดยที่ H20 ทำงานได้เชื่องช้ากว่าเยอะ แม้เทียบกับชิป H200 ซึ่งเป็นชิปรุ่นรองที่ทางการสหรัฐฯอนุมัติให้อินวิเดียส่งออกมาจำหน่ายในจีนได้
อันที่จริง วอชิงตันตระหนักรับรู้เกี่ยวกับเรื่องชิปตลาดสีเทาไหลทะลักเข้าไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ก่อนที่จะมาออกคำแนะนำวันที่ 31 พฤษภาคมนานทีเดียว
ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว สื่อนิวยอร์กไทมส์รายงานข่าว [9] ว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯกำลังสอบสวน เมกะสปีด (Megaspeed) บริษัทที่ตั้งฐานในสิงคโปร์ ซึ่งแยกตัวออกตัวจากบริษัทเกมสัญชาติจีนรายหนึ่งเมื่อปี 2023 เนื่องจากสงสัยว่า เมกะสปีด ได้ช่วยเหลือพวกบริษัทจีนในการหลบหลีกมาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ชิปอินวิเดียต้องห้าม
ผลการสอบสวนเปิดเผยให้ทราบว่า เมกะสปีด ได้ซื้อหาชิปล้ำยุคของอินวิเดียคิดเป็นมูลค่าเกือบๆ 2,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านทางกิจการในเครือของตนในมาเลเซีย โดยที่ชิปเหล่านี้ถูกจัดส่งมายังศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์หลายแห่งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งดูเหมือนทำหน้าที่ให้บริการพวกลูกค้าชาวจีนจากระยะไกล ทางเจ้าหน้าที่สหรัฐฯยังกำลังตรวจสอบด้วยว่าชิปเหล่านี้บางส่วนได้ถูกส่งต่อตรงไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายสหรัฐฯด้วยหรือไม่
ในเดือนเมษายนปีนี้ ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์บริดจ์ (Bridge Data Centers) ของ เบน แคปิตอล (Bain Capital) ได้ถอด [10] เมกะสปีด ออกจากการเป็นฮับคอมพิวติ้งในมาเลเซียของพวกเขา ตั้งแต่นั้นมา เมกะสปีด ก็ถูกสอบสวนทั้งจากทางการสหรัฐฯและทางการสิงคโปร์ ขณะที่สำนักงานต่างๆ ของบริษัทแห่งนี้พากันปิดทำการ
เชิงอรรถ
[1] https://www.bis.gov/media/documents/bis-guidance-may-31-2026.pdf
[2] https://www.reuters.com/world/china/us-takes-step-halt-nvidia-ai-chip-shipments-chinese-firms-outside-china-2026-05-31/
[3] https://www.govinfo.gov/content/pkg/FR-2023-10-25/pdf/2023-23055.pdf
[4] https://baijiahao.baidu.com/s?id=1866768973568330923&wfr=spider&for=pc
[5] https://baijiahao.baidu.com/s?id=1866866445804710801&wfr=spider&for=pc
[6] https://asiatimes.com/2025/07/us-plans-to-tighten-ai-chip-export-rules-for-malaysia-thailand/
[7] https://x.com/ChrisRMcGuire/status/2061122158571520449
[8] https://www.reuters.com/world/china/us-takes-step-halt-nvidia-ai-chip-shipments-chinese-firms-outside-china-2026-05-31/
[9] https://www.wsj.com/tech/ai/china-ai-nvidia-chip-access-6a4fa63d