(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/is-hormuz-the-us-dollars-suez/)
Is Hormuz the US dollar’s Suez?
by Jamus Jerome Lim
03/06/2026
วิกฤตคลองสุเอซเมื่อ 70 ปีก่อน กลายเป็นตะปูตอกปิดฝาโลงทำให้เงินปอนด์สหราชอาณาจักรหลุดออกจากฐานะความเป็นสกุลเงินระดับโลก ความล้มเหลวไม่เป็นท่าที่ช่องแคบฮอร์มุซเวลานี้ ก็อาจจะกลายเป็นลางร้ายทำนองเดียวกันสำหรับเงินดอลลาร์อเมริกัน
ในช่วงวันที่ร้อนจัดที่สุดของฤดูร้อนเมื่อ 70 ปีก่อน กามัล อับเดล นัสเซอร์ (Gamal Abdel Nasser) [1] ประกาศโอนกิจการคลองสุเอซเป็นของรัฐ ความเคลื่อนไหวคราวนั้นจุดชนวนให้กองทัพร่วมของสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และอิสราเอล ยกพลเข้ารุกรานอียิปต์
ถึงแม้การปฏิบัติการทางทหารครั้งนั้นประสบความสำเร็จ แต่มันกลับกลายเป็นความหายนะทางการทูต โดยที่ประชาคมระหว่างประเทศนำโดยสหรัฐฯ ได้ประณามสงครามคราวนั้น และในที่สุดก็ถูกบังคับให้ต้องถอยทัพกลับไปอย่างน่าอับอาย
ผลกระทบต่อเนื่องทางการเงินที่ติดตามมายังได้สร้างความวิบัติให้แก่สกุลเงินปอนด์สหราชอาณาจักร ในสภาพที่สหราชอาณาจักรเข้าสู่วิกฤตคราวนั้นโดยมีภาระหนี้สินหนักหน่วงสาหัสและดุลภาพทางการเงินภายนอกก็อ่อนแอมากอยู่แล้ว เมื่อเจอปัญหาตลาดสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงซ้ำเข้าอีก จึงนำไปสู่การถูกเทขายกระหน่ำอย่างหนักหน่วง
หลังจากที่ฐานะได้ตกต่ำลงมาจนในขณะนั้นกลายเป็นสกุลเงินตราสำรองอันดับสองของโลก รองจากดอลลาร์สหรัฐฯเสียแล้ว วิกฤตคราวนั้นจึงมีผลเท่ากับเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกปิดฝาโลงสถานะของเงินปอนด์ในการเป็นสกุลเงินตราระดับโลกทีเดียว
สหรัฐฯในปัจจุบันกำลังพบว่าตนเองมีฐานะทางเศรษฐกิจคล้ายๆ กันอยู่มากกับสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1950 ดังกล่าว อัตราส่วนของหนี้สินภาคสาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ระดับสูงกว่า 120% ถือเป็นภาระซึ่งใหญ่โตหนักหน่วงยิ่งกว่าช่วงอื่นๆ แทบทุกช่วงในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา (มีเพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างเกิดโรคระบาดใหญ่โควิด-19 เท่านั้นซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สูงยิ่งกว่านี้)
ภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ซึ่งได้ลดน้อยลงมาอย่างสม่ำเสมอภายหลังวิกฤตภาคการเงินทั่วโลกปี 2008 ได้กลับถ่างกว้างขึ้นอีกครั้ง และกระทั่งขยับสูงเกินหลัก 5% เป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อตอนต้นปีที่แล้วด้วยซ้ำ เงินดอลลาร์ซึ่งเคยถูกมองกันมายาวนานว่าเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยในเวลาเกิดความไม่แน่ไม่นอน มาบัดนี้กลับมีมูลค่าลดต่ำลงในรอบปีที่ผ่านมา
อย่าเข้าใจผิดนะครับ เวลานี้ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินตราอันดับหนึ่งของโลก การใช้ดอลลาร์ในแวดวงระหว่างประเทศยังคงแข็งแกร่งหนักแน่น สกุลเงินตรานี้ยังคงมีสัดส่วนเท่ากับสามในห้าของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั้งหมด และการออกใบแจ้งหนี้ค่าสินค้าส่งออก ยังคงนิยมกระทำกันโดยคิดราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์แทบทั้งหมดอยู่ดี
การเติบโตขึ้นของเหรียญสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) -จำนวนมากผูกติดอยู่กับค่าเงินดอลลาร์—คือการปล่อยลมหายใจแห่งชีวิตใหม่เข้าไปในสกุลเงินตรานี้ ขณะผลประกอบการในตลาดการเงินที่แข็งแรงก็กลายเป็นตัวคอยประคับประคองความสนใจในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์เอาไว้
แต่อย่าได้เข้าใจผิดนะครับ โลกของเราเวลานี้กำลังวิวัฒนาการไปสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ (multipolar system) อย่างสม่ำเสมอ และนี่ก็หมายรวมถึงด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย
การค้าในสหภาพยุโรป –เผื่อว่าใครจะลืมไปนะครับ อียูยังคงเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก— เวลานี้ทำธุรกรรมกันเป็นสกุลเงินยูโรเป็นส่วนมาก ขณะที่ปักกิ่งก็กำลังกำหนดราคาสัญญาซื้อขายพลังงานเป็นสกุลเงินเหรินหมินปี้ (หยวน) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเงินหยวนยังกลายเป็นแกนหลักสำคัญที่สุดของเครือข่ายการชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดน CIPS ซึ่งกำลังข้ามลอดเครือข่าย SWIFT ที่ชำระเงินกันเป็นสกุลดอลลาร์
อย่างไรก็ดี ยังคงมีกำแพงขวางกั้นอยู่ 3 ประการซึ่งขัดขวางไม่ให้ 2 สกุลเงินตราเหล่านี้กลายเป็นคู่แข่งที่ทรงความสำคัญยิ่งขึ้นไปกว่านี้ในระบบการเงินโลก กล่าวคือ เขตใช้สกุลเงินยูโร ยังคงลังเลในเรื่องการออกสินทรัพย์ปลอดภัยระดับทั่วทั้งยูโรโซนในเชิงรุกยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยที่พวกรัฐทางตอนเหนือซึ่งหัวอนุรักษนิยมมีความหวาดกลัวว่าพันธบัตรสกุลเงินยูโร จะกลายเป็นการเกลี่ยภาระหนี้สินซึ่งมีต้นกำเนิดจากพวกรัฐตอนใต้ที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือไม่ก็พวกรัฐทางตะวันออกที่มีฐานะยากจน ให้พวกตนต้องพลอยแบกรับไปด้วย
ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว มันก็มีระบบเศรษฐกิจของทางตอนเหนือ อย่าง เบลเยียม และฝรั่งเศส ซึ่งเวลานี้กำลังแบกรับภาระหนี้สินหนักหน่วงยิ่งพวกพวกระบบเศรษฐกิจทางตอนใต้อย่างสเปนและโปรตุเกส เสียด้วยซ้ำ และถ้าหากเปรียบเทียบ ออสเตรีย และฟินแลนด์ ที่ถือเป็นรัฐทางเหนือ กับ สโลวาเกีย และ สโลวีเนีย ซึ่งเป็นรัฐทางตะวันออก ก็จะให้ภาพในทำนองเดียวกัน
ในส่วนของจีนก็แสดงความลังเลอย่างชัดเจนในเรื่องการทำให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินตราที่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ถ้าหากจีนไม่ยอมทำเรื่องนี้แล้ว มันก็ไม่มีทางเลยที่จะมีอุปสงค์อย่างเพียงพอ จนทำให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินตราสำรองของโลกได้สำเร็จ แต่เรื่องนี้ย่อมยากที่จะประณามจีน เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับการต้องปรับตัวภายใต้เงื่อนไขบีบคั้นแสนสาหัสในระหว่างที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997-98 นั้น แน่นอนทีเดียวว่ายังตามหลอกหลอนปักกิ่งอยู่อย่างลืมไม่ลง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลก –ตั้งแต่พวกชาติละตินอเมริกาในยุคทศวรรษ 1980 มาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทศวรรษ 1990 และไปโผล่ที่อาร์เจนตินา กับ ตุรกี ในทศวรรษ 2000—ต่างประสบความล้มเหลวไม่สามารถหลบหลีกจากวิกฤตทางเงินตราได้ภายหลังมีการเปิดเสรีบัญชีทุน (capital accounts)
มีไม่บ่อยหรอกที่ระยะเวลาชั่วขณะหนึ่งๆ สามารถกลายเป็นชนวนทำให้เงินตราระหว่างประเทศเกิดการเสื่อมทรุดอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่ในเหตุการณ์เหล่านั้น เรื่องแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยาที่สำคัญมากตัวหนึ่งอยู่เสมอ
สงครามระหว่างอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ (The Anglo-Dutch wars) ซึ่งหมายถึงสงคราม 4 ครั้งระหว่างสองประเทศนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 เป็นสาเหตุทำให้เนเธอร์แลนด์เกิดปัญหาทรัพยากรต่างๆ ตึงตัว จึงทำให้ฐานะความเหนือล้ำทางทะเลของพวกเขาอ่อนแอลงไป และเร่งรัดให้สกุลเงินกิลเดอร์ยิ่งถอยห่างจากการเป็นสกุลเงินตราสำรองของโลก ขณะที่การแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ภายหลังจากสงครามสามสิบปี (Thirty Years’ War) กลายเป็นลางบ่งบอกความมืดมนของสกุลเงินทาเลอร์ (thaler) ในการเป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยนซึ่งนิยมใช้กันทั้งภายในจักรวรรดิแห่งนั้นและอาณาบริเวณรอบๆ
ยิ่งดุลยภาพทางการคลังและดุลยภาพภายนอกที่กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ แสดงอาการอันย่ำแย่มากขึ้นเท่าใด ความเสื่อมทรุดก็ยิ่งรวดเร็วขึ้นเท่านั้น
การทำสงครามและการขยายดินแดนอย่างไร้ทิศทางและเกินตัวของจักรวรรดิโรมันภายหลังคริสต์ศวรรษที่ 3 ทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่าไม่มีเงินใช้จ่าย และนำไปสู่การเสื่อมถอยอย่างกวางขวางของค่าเงินเดนาริอุส (denarius) ของโรมัน เงินเหรียญโรมันเป็นกองๆ ยังถูกค้นพบในอันเดีย เป็นสัญญาณอันชัดเจนของการขาดดุลการค้าอย่างใหญ่โตที่ทางฝ่ายโรมันประสบอยู่ในเวลานั้น
รูปแบบการขาดดุลทำนองเดียวกันนี้ก็สามารถสังเกตเห็นได้จากเหรียญเงินดีแรห์ม (dirhams) สมัยราชวงศ์อับบาสิด (Abbasid-era) ที่พบเห็นได้ทั่วทั้งยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาจักรแฟรงก์ (Frankish realm) นี่ก็ถือกันว่าเป็นลางบอกหตุการล่มสลายในท้ายที่สุดของรัฐกาหลิบราชวงศ์นี้
วิกฤตคลองสุเอซคือตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกปิดฝาโลงฐานะการเป็นสกุลเงินตราโลกของเงินปอนด์สหราชอาณาจักร ขณะที่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุวอาจจะยังไม่ได้ทำหน้าที่เช่นเดียวกันนี้ในทันทีเฉพาะหน้า แต่มันคือตะปูตัวแรกของตะปูตามหลังมาอีกหลายๆ ตัวที่จะตอกปิดฝาโลงแห่งความมีอภิสิทธิ์อันสูงส่งเกินสมควรไปมาก ซึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐฯยังคงได้รับอยู่จวบจนกระทั่งถึงเวลานี้
จามุส เจอโรม ลิม เป็นรองศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ วิทยาลัยธุรกิจ ESSEC Business School วิทยาเขตสิงคโปร์ เขายังเป็นนักการเมือง ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาสิงคโปร์อีกด้วย
หมายเหตุผู้แปล
[1] กามัล อับเดล นัสเซอร์ Gamal Abdel Nasser เป็นนายทหารและนักปฏิวัติชาวอียิปต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่สองของประเทศตั้งแต่ปี 1954 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 1970 นัสเซอร์เป็นผู้นำการปฏิวัติปี 1952 ของอียิปต์ และนำเอามาตรการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวางในปีถัดมา ภายหลังจากถูกสมาชิกองค์การภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) พยายามลอบสังหารแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในปี 1954เขาก็เข้าปราบปรามกวาดล้างองค์การนี้ รวมทั้งกักกันตัวประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด นากิบ ให้อยู่แต่ภายในบ้าน แล้วประกาศเข้ากุมอำนาจบริหารประเทศ เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 1956 ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Gamal_Abdel_Nasser