# “ตั้ม พิชิต” ซัดปมเขากระโดง ถามแรงใครมีอำนาจเหนือคำพิพากษา ชี้ฝ่ายบริหารต้องคืนพื้นที่ให้ รฟท.
นายพิชิต ไชยมงคล หรือ “ตั้ม พิชิต” แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ออกมาแถลงถึงกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตั้งคำถามถึงบทบาทของฝ่ายบริหารและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง หลังมีคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่เกิดการดำเนินการตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง
นายพิชิตกล่าวว่า ประเด็นสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่การถกเถียงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของใคร เนื่องจากมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำวินิจฉัยจากกระบวนการยุติธรรมมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามคือ มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้อิทธิพลเหนืออำนาจรัฐหรือไม่ จนทำให้หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ศาลวางไว้
“ผู้อยู่ตรงนั้นเป็นผู้มีอิทธิพลเหนืออำนาจรัฐใช่หรือไม่ ที่สามารถชี้นิ้วให้กรมที่ดินปฏิบัติอย่างไรอย่างหนึ่งก็ได้” นายพิชิตกล่าว
แกนนำ คปท. ยังตั้งข้อสังเกตถึงคณะกรรมการชุดหนึ่งที่กรมที่ดินแต่งตั้งขึ้นมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่ามีมติไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท ทั้งที่มีคำพิพากษาของศาลเกี่ยวข้องกับที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว
นายพิชิตมองว่า หากหน่วยงานฝ่ายปกครองหรือฝ่ายบริหารดำเนินการสวนทางกับแนวทางของศาล อาจทำให้เกิดคำถามต่อหลักนิติรัฐและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
“หากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ฝ่ายบริหารยังบิดพลิ้วไม่ดำเนินการตามนั้น เท่ากับฝ่ายบริหารกำลังทำลายระบบนิติรัฐเสียเอง” นายพิชิตกล่าว
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคืนพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หากเป็นไปตามคำพิพากษาและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมองว่าประเด็นการเช่าพื้นที่หรือการใช้ประโยชน์ในอนาคตเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถดำเนินการภายหลังได้
ช่วงหนึ่งของการแถลง นายพิชิตยังกล่าวพาดพิงถึงนายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย และบุตรชายนายเนวิน ชิดชอบ โดยตั้งคำถามว่า หากพื้นที่ดังกล่าวกลับมาอยู่ในความดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว จะมีความพร้อมในการเช่าพื้นที่ดังกล่าวจาก รฟท. ตามกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่
“วันนี้คุณกล้าไปเช่าที่ดินกับการรถไฟไหม” นายพิชิตกล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ดินเขากระโดงยังคงเป็นข้อถกเถียงในหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน และการตีความคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังคงต้องติดตามท่าทีจากหน่วยงานภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
News1 รายงาน