เมืองไทย 360 องศา
หากนับถึงตอนนี้รัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำเข้าบริหารบ้านเมืองเพียงแค่ 2 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งหากเป็นรัฐบาลอื่นอาจมีช่วง “ฮันนีมูน” ระยะ 3 เดือน 6 เดือน แต่รัฐบาลนี้ถือว่า “โดน” ตั้งแต่เดือนแรก อาจเป็นพวกเขาถูกคาดหวังมาก แต่ผลงานการบริหารงานกลับออกมาเป็นตรงกันข้าม และยิ่งเวลาทอดยาวออกไปยิ่งมองไม่เห็นผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคน เพราะดูแล้ว “ไม่เข้าตา” เลย
แน่นอนว่ารัฐมนตรีที่สังคมคาดหวัง และที่ผ่านมา นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีนำมาโปรโมตตั้งแต่ช่วงรัฐบาล “อนุทิน 1” นำมาใช้ช่วงแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างถล่มทลาย จนสร้างประวัติศาสตร์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ลบคำสบประมาท “พรรคต่างจังหวัด” ที่สามารถโน้มน้าวให้คนชั้นกลาง และคนในเมืองเทคะแนนเสียงให้ไม่น้อย
แต่เมื่อเริ่มการบริหาร บรรดารัฐมนตรี “3 ความหวัง” กลับถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วง เริ่มตั้งแต่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ถูกเรียกว่า “ซูเปอร์จี” ก็โดนกระหน่ำในเรื่องปัญหาราคาสินค้าเกษตรหลายตัวที่ตกต่ำ โดยที่เธอยังแก้ไขให้เป็นรูปธรรมไม่ได้ แม้จะรู้ว่าการแก้ปัญหาเรื่องราคาสินค้ามีหลายปัจจัยที่มีทั้งควบคุมได้และคุมไม่ได้ แต่ตราบใดที่ชาวบ้านยังรู้สึกว่า มาตรการหรือการแก้ปัญหาแล้วยังทำให้ไม่พอใจ ก็ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องถูกตำหนิวิจารณ์ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
ถัดมาก็เป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถือว่านาทีนี้ต้องรับภาระหนักทั้งรัฐบาล และตัวนายกรัฐมนตรี เพราะหากสังเกตจะเห็นว่า เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลงานสำคัญแทบทุกเรื่อง เรียกว่าจะขาด นายเอกนิติ ไม่ได้เป็นอันขาด จนกลายเป็นว่า เวลานี้นายเอกนิติ กลายเป็น “นายกแบก” ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และทั้งรัฐบาลไปแล้ว
ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ทั้งที่มาจาก “บ้านใหญ่” รวมไปถึง “ตัวแทนบ้านใหญ่” ทั้งที่เป็น “ลูกเทพ” ทั้งหลาย กลับ “ไม่เอาอ่าว” เกือบทั้งหมดแทบไม่เห็นผลงาน กลายเป็น “ภาระ” หลายคนนอกจากไม่รู้จักชื่อแล้ว เรื่องผลงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่มีรัฐมนตรีจำนวนหนึ่งที่กำลัง “ตกเป็นเป้า” โดยเฉพาะหากโฟกัสไปที่รัฐมนตรีบางคนที่กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ และที่มาที่น่าสงสัย ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มสูญเสียเครดิต ความน่าเชื่อถือลดลงมาเรื่อยๆ และเชื่อว่าอีกไม่นานความนิยมของรัฐบาลจะยิ่งลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ประกอบกับเวลานี้ ยังมีผลต่อเนื่องมาจากกระบวนการยุติธรรม มีบรรดาคนใกล้ชิดกับแกนนำรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ทยอยถูกศาลพิพากษาลงโทษทั้งการทำผิดจริยธรรม ทุจริต สารพัด แม้ว่าเป็นคดีที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ศาลก็ได้ทยอยตัดสินคดี ทำให้หลายคนนอกจากถูกจำคุก ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึง “ถูกตัดสิทธิ์ตลอดไป” หรือตลอดชีวิตนั่นแหละ
บางคนมีทั้งแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ เสียบบัตรแทนกัน บางคนก็บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ เรียกว่าทุกอย่างมีครบ และแต่ละคนก็มีสถานะไม่ธรรมดา เป็นระดับแกนนำ เป็น ภรรยา เป็นพี่เป็นน้อง เป็นคนใก้ชิดระดับ “ขาใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ดี หากโฟกัสกันที่รัฐมนตรีที่กำลังถูกสังคมจับตามองและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ ในเวลานี้ กำลังกลายเป็นตัวฉุดรั้งความนิยมให้กับรัฐบาลให้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หากสังเกตให้ดีจะเห็นในช่วงแรกเขามีบทบาทมาก ได้รับมอบหมายงานสำคัญจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีหลายอย่าง ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” เป็นรองนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง แต่นับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ต่อเนื่องมาจนถึงกรณี “วิกฤตพลังงาน” เกิดน้ำมันและพลังงานขาดแคลน จนชาวบ้านต้องเข้าคิวเติมน้ำมันกันข้ามคืน ก่อให้เกิดโกลาหลไปทั่วประเทศ
ประกอบกับมีครอบครัวทำธุรกิจด้านพลังงาน ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัย ถูกวิจารณ์ในเรื่องความเชื่อมโยงกับการ “กักตุน” น้ำมันขึ้นมา จนทำให้ระยะหลังเขาต้องถอยออกมา ไม่รับผิดชอบในเรื่องพลังงาน โดยย้ำว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงงาน มานานนับสิบปีแล้วนับตั้งแต่เข้ามาสู่วงการเมือง
กรณี “แลนด์บริดจ์” ก็เช่นเดียวกัน ในตอนแรก นายพิพัฒน์ จะเป็นคนออกโรงนำเสนอโครงการอย่างแข็งขัน แต่ถูกวิจารณ์ จากสังคมรอบด้าน ทั้งในพื้นที่แล้ว ยังถูกกระหน่ำจากฝ่ายค้านที่เดินหน้าคัดค้านอย่างแข็งขัน โดยมั่นใจว่าได้ไม่คุ้มเสีย จนในที่สุดรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษารายละเอียดโครงการอย่างรอบด้าน ภายในเวลา 90 วัน ซึ่งหลายคนมองว่านี่คือ “การถอย” กลับมาตั้งหลักใหม่
ขณะเดียวกัน ยังมีรัฐมนตรีที่กำลังถูกจับตา และถูกวิจารณ์อย่างหนัก และอาจกลายเป็น “ตัวเร่ง” ทำลายภาพลักษณ์ให้รัฐบาลชุดนี้ “ติดลบ” และไปเร็วก่อนกำหนด ก็คือ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จากโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้าน แต่ถูกวิจารณ์ว่า ไม่ค่อยโปร่งใส และไม่คุ้มค่า เพราะเมื่อมีการตรวจสอบลึกลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้เห็นความไม่ชอบมาพากล จากผู้บริหารบริษัทที่ได้รับงานกับ ครอบครัว “ขาใหญ่” ในพรรคภูมิใจไทย
กรณีของ นายไชยชนก ชิดชอบ ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นหนึ่งใน “ลูกเทพ” ที่เติบโตมาแบบ “บ่มแก๊ส” ไม่ได้เติบโตมาด้วยประสบการณ์ และความสามารถ เป็นลูกชายของ นายเนวิน ชิดชอบที่เป็น “ครูใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทย กำลังถูกเปรียบเปรยว่า “พ่อแม่รังแก” หรือไม่ เพราะไม่ว่าด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิล้วนถูกตั้งคำถามทั้งสิ้น กลายเป็น “จุดอ่อน” ตัวฉุดรัฐบาลให้ลงลึกลงไปอย่างรวดเร็ว
นี่ยังไม่พูดถึงคดี “เขากระโดง” และคดีฮั้วสว.ที่ล้วนแล้วแต่ทำลายภาพลักษณ์ ให้กับทั้งรัฐบาล และเชื่อว่าหากมีการทำผลสำรวจในช่วงนี้ ความนิยมทั้งตัว นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมไปถึงรัฐบาลรับรองว่า เรตติ้งจะต้องร่วงกราวแน่นอน !!